Archive for ธันวาคม, 2006

สวัสดีปีใหม่ทุกคนครับ

จากเหตุการณ์ Taiwan Effect ประกอบกับโอกาสในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของผมในช่วงนี้มีไม่มากนัก ก็เลยขออนุญาตพักการโพสต์บล็อกเอาไว้จนกว่าจะถึงปีใหม่นะครับ พร้อมกันนี้ก็ขอสวัสดีปีใหม่ทุกคนล่วงหน้าครับ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายอำนวยพรให้ทุกท่านแข็งแรง ไม่เจ็บไม่ไข้ ถ้าคิดดีทำดีก็ขอให้เจริญรุ่งเรืองและขอให้ประสบความสำเร็จจากการลงทุนในปี 2550 ทุกท่านครับ

สวัสดีปีใหม่ครับ

powered by performancing firefox

1 comment ธันวาคม 30, 2006

Book : วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง

วันหยุดปีใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว เป็นโอกาสอันดีในการทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา นั่งทบทวนถึงการตัดสินใจลงทุนที่ถูกต้องและผิดพลาด คำนวณผลตอบแทนของปีนี้และถ้าจะให้สมบูรณ์ก็น่าจะเติมอาวุธให้ปัญญาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการลงทุนในปีหน้า ที่เขาว่าเป็น “ปีหมูไฟ”

วันหยุดหลายวันที่กำลังจะมาถึงก็น่าจะเป็นโอกาสอันดีสำหรับหาหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนดีๆมานั่งอ่านนอนอ่านสักเล่ม

ผมขอแนะนำ วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง โดย สุมาอี้

หนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยลงทุนในตลาดหุ้นและไม่เหมาะกับนักลงทุนประเภทเก็งกำไร หรือพวกที่ลงทุนตาม “เขาบอก” หรือ “มาร์ฯบอก” หรือ “เขาจะไล่” หรือ “เจ้าของจะทำราคา” ทั้งหลายทั้งปวง เพราะถ้าคุณเป็นนักลงทุนประเภทที่ว่ามาหนังสือเล่มนี้จะไม่มีประโยชน์อะไรกับคุณเลย แต่หนังสือเล่มนี้จะเหมาะมากสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่มีประสบการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นมาบ้างแล้ว ผ่านร้อนผ่านหนาวในตลาดหุ้นมาระยะหนึ่ง ตัดสินใจและเลือกแนวทางการลงทุนได้แล้วว่าสนใจจะลงทุนตามปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

เนื้อหาใน “วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง” ได้ให้หลักการและตัวอย่างในการวัดมูลค่าหุ้นไว้ 4 ประเภทด้วยกัน (แถมด้วยการวัดมูลค่าวอร์แรนต์ ซึ่งได้รับความนิยมในการลงทุนไม่น้อยหน้าหุ้นสามัญด้วยเช่นกัน) ได้แก่ หุ้นปันผล หุ้นกระแสเงินสด หุ้นเติบโตและหุ้นวัฎจักร (ซึ่งก็แทบจะครบทุกรูปแบบการลงทุนอยู่แล้ว)

จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือการอธิบายเรื่องที่น่าจะเข้าใจยากให้เข้าใจง่าย พร้อมด้วยตัวอย่างที่ชัดเจนในแต่ละกรณี คือ sauce tf pttep ratch oishi และ rcl ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากว่าเมื่ออ่านตัวอย่างเหล่านี้แล้วผู้อ่านจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวัดมูลค่าหุ้นบริษัทอื่นที่สนใจอยู่ได้ไม่ยาก

การอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ควรอ่านชนิดรวดเดียวจบเหมือนอ่าน Da Vinci Code แต่ควรจะค่อยๆอ่าน ค่อยๆย่อย ทำความเข้าใจไปทีละหน้า ทีละบท ถ้าอ่านแล้วยังไม่เข้าใจก็ย้อนกลับไปอ่านซ้ำ วิธีนี้ผู้อ่านจะได้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกลัวจะใช้เวลานาน เพราะคุณไม่ได้อ่านแข่งกับใคร ไม่ต้องรีบอ่านให้จบโดยไม่เข้าใจ เพราะตลาดหุ้นไม่หนีคุณไปไหน

บางคนอาจจะติว่าราคาแพงเกินไปสำหรับหนังสือเล่มเล็กๆเล่มหนึ่ง อาจจะใช่ ถ้าคุณวัดมูลค่าหนังสือจากขนาดรูปเล่ม หรือจำนวนหน้าและน้ำหนัก แต่ต้องบอกว่าราคา 200 บาทนี้ถูกมากเมื่อเทียบกับผลกำไรที่คุณจะได้รับจากการลงทุนในอนาคตครับ

powered by performancing firefox

1 comment ธันวาคม 26, 2006

วันนี้พนักงานแบงก์ขายสินเชื่อส่วนบุคคลให้คุณหรือยัง?

ไปจ่ายเงินค่าบัตรเครดิตที่แบงก์ 100 ปี พนักงานรับเงินไปเสร็จเงยหน้ามาถาม อันนี้บัตรของพี่เองเหรอคะ? ใช่ครับ (ในใจคิดว่า ก็ของกูน่ะสิ นึกว่ากูขโมยใครมาหรือไง) พี่มีบัตรสินเชื่อส่วนบุคคลหรือยังคะ (ยังไม่ทันจะอ้าปากตอบปฎิเสธ น้องเธอชิงพูดต่อออกมาก่อน) อันนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายนะคะ ไม่มีค่าธรรมเนียม ถ้าพี่ไม่กดเงินก็ไม่ต้องเสียเงินทั้งนั้นค่ะ อ๋อ ไม่เอาครับ ไม่มีค่าธรรมเนียมเลยนะคะ ถ้าไม่กดเงินก็ไม่เสียอะไรเลยค่ะ (พูดหนเดียวกูก็รู้เรื่องแล้ว ฟังภาษาไทยออก) ติดกระเป๋าเผื่อเอาไว้เวลามีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินสะดวกดีนะคะ แล้วเธอก็ใช้มุขเด็ด พี่ช่วยหนูหน่อยนะ หนูยังทำไม่ได้ตามเป้าเลย ช่วยหนูซักใบนะ

หึ มาอีกแล้วมุขนี้ งวดที่แล้วกูก็โดนมุขอย่างนี้แหละจากสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด พอกันที สุดท้าย ต้องบอกว่า ไม่เอาครับ ผมไม่ชอบเป็นหนี้

จริงๆแล้วก็เห็นใจนะ เพราะนโยบายของธนาคารสมัยใหม่เดี๋ยวนี้เน้น universal banking แปลเป็นไทยตามประสาเด็กบ้านนอกได้ว่า ธนาคารครอบจักรวาล คือ อะไรที่ทำได้ กูทำหมด เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้เลยเห็นพนักงานแบงก์ต้องมานั่งขายบัตรเครดิต ขายสินเชื่อส่วนบุคคล ซ้ำร้าย ยังต้องไปขายประกันอีก แล้วไอ้แบงก์นี้นะรู้สึกจะโหดไม่ใช่เล่น มีตั้งเป้ายอดขายบริการพวกนี้เอาไว้ด้วย เคยมีข่าวพนักงานเครียดถึงกับลาออกกันเลยก็มี จากเมื่อก่อนเป็นพนักงานแบงก์แล้วรู้สึกมั่นคง เดี๋ยวนี้กลายเป็นเหมือนเซลส์ประกันไปเลย

powered by performancing firefox

6 comments ธันวาคม 25, 2006

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ธนาคารยูโอบีทำปฎิทินตั้งโต๊ะ มีข้อความพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้ให้เตือนใจ

“การใช้จ่ายโดยประหยัดนั้น จะเป็นหลักประกันความสมบูรณ์พูนสุขของผู้ประหยัดเองและครอบครัว ช่วยป้องกันความขาดแคลนในวันข้างหน้า การประหยัดดังกล่าวนี้จะมีผลดีไม่เฉพาะแก่ผู้ประหยัดเท่านั้น ยังจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๐๒

“ถ้าเราสะสมเงินให้มาก เราก็สามารถที่จะใช้ดอกเบี้ย ใช้เงินที่เป็นดอกเบี้ยโดยไม่แตะต้องทุนแต่ถ้าเราใช้มากเกินไปหรือเราไม่ระวัง เรากินเข้าไปเป็นทุน ทุนมันก็น้อยลงๆจนหมด”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ ธันวาคม ๒๕๑๘

“การกู้เงินที่นำมาใช้ในสิ่งที่ไม่ทำรายได้นั้นไม่ดี อันนี้เป็นข้อสำคัญ เพราะว่าถ้ากู้เงินและทำให้มีรายได้ ก็เท่ากับจะใช้หนี้ได้ ไม่ต้องติดหนี้ ไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องเสียเกียรติ”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐

“คนเราถ้าพอใจในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิด อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑

“ความสุขความเจริญอันแท้จริงนั้น หมายถึง ความสุขความเจริญที่บุคคลแสวงหามาได้ด้วยความเป็นธรรม ทั้งในเจตนาและการกระทำ ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญหรือด้วยการแก่งแย่งเบียดบังมาจากผู้อื่น”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานในพระราชพิธีกาญจนาภิเษกทรงครองราชย์ครบ ๕๐ ปี

“ความพอเพียงนี้ ก็แปลว่า ความพอประมาณและความมีเหตุผล”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑

powered by performancing firefox

6 comments ธันวาคม 22, 2006

ให้มันจริงเถอะเฮียฮ้อ

นิตยสารผู้จัดการรายเดือนเล่มปัจจุบัน หน้าปกเป็นรูปเฮียฮ้อ ทำเรื่อง RS 2.0 ในเนื้อลงคำพูดเฮียฮ้อไว้อย่างนี้

“ผมไปเจอนักวิเคราะห์ ผมบอกเขาว่าปีนี้จะเป็นปีที่เรากำไรมากที่สุดในรอบ 25 ปี แต่จะเป็นปีที่กำไรน้อยที่สุดนับจากนี้ไป เขาก็หัวเราะ แต่ผมไม่ได้บอกว่าจะกำไรเท่าไหร่ ให้ไปจินตนาการกันเอง”

ให้มันจริงเถอะเฮีย หุ้นเฮียที่ผมถืออยู่ยังขาดทุนอยู่เลยนะ

update : http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=54203

powered by performancing firefox

2 comments ธันวาคม 21, 2006

เจ็บคอไปหาหมอ หมอบอกเป็นมะเร็งที่อัณฑะ

คนรู้สึกไม่ค่อยสบาย เจ็บคอเลยไปหาหมอ หมอตรวจเสร็จบอกว่า คุณเป็นมะเร็งที่อัณฑะ แต่ยังโชคดี อาการไม่หนักมาก จับเข้าห้องผ่าตัด ตัดไข่ทิ้งไปทั้ง 2 ใบ ออกมาตรวจใหม่ อ้าว ขอโทษที คุณแค่เป็นหวัด เอายังงี้ก็แล้วกัน มองโลกในแง่ดี คิดเสียว่าคุณได้ทำหมันฟรี หมอไม่คิดเงิน ส่วนที่เจ็บคอ เอายานี่ไปกิน 2-3 วันก็หาย ไป กลับบ้านได้

อ่านแล้วอย่าสงสัยว่ามันเกี่ยวอะไรกับ blog นี้ ลองอ่านข่าวข้างล่างดูแล้วกัน โชคดีที่เกิดมาเป็นคนไทย ถ้าเกิดที่อื่นคงไม่มีประสบการณ์พิเศษแบบนี้ คนไทยที่หนึ่งในโลกจริงๆ (อย่างหนาที่หนึ่งในโลก)

Stock Markets – Manager Online

“เมื่อวานนี้ (19 ธ.ค.) ภายหลังการออกกฎอายัดเงินนำเข้า 30% ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีผลบังคับใช้ ทำให้ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวจาก 730 จุดในช่วงเช้า ก่อนมาปิดตลาดที่ 622 จุด หรือลดลง 108 จุด ปรากฏว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังได้เรียกผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับมาตรการดังกล่าวมาประชุมที่กระทรวงการคลังในเวลา 18.00 น. ได้แก่ สมาคมธนาคารไทย โบรกเกอร์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ภายหลังการหารือร่วม 2 ชั่วโมง ม.ร.ว.ปรีดิยาธรได้แถลงข่าวจากกระทรวงการคลังผ่านโมเดิร์นไนน์ทีวีว่า ขอยกเลิกการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวกับเงินที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นตั้งแต่วันนี้ (20 ธ.ค.)

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรอ้างเหตุผลของการยกเลิกว่า หลังการใช้มาตรการดังกล่าวมา 1 วัน มีผลข้างเคียง จึงจะยกเว้นให้ในส่วนของเงินที่จะมาลงทุนในตลาดหุ้นไม่เข้าข่ายมาตรการฯ แต่พบว่า เงินที่เข้ามาเก็งกำไร ไปเก็งตลาดหลักทรัพย์ฯไม่มาก แต่ไปเก็งตราสารหนี้มากขึ้น ทำให้เราต้องปิดประตูของตลาดตราสารหนี้ หุ้นกู้ ช่องทางนี้เราต้องเก็บไว้เหมือนเดิม เพราะตลาดใหญ่ที่สุด ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หากประตูตลาดตราสารหนี้ถูกปิด ก็เชื่อว่าจะทำให้เงินดอลล่าร์สหรัฐเข้ามาสู่ตลาดตราสารหนี้ลดลง และเงินบาทไม่ถูกเก็งกำไร ดังนั้นเงินที่จะเข้ามาและโอนเข้ามาตั้งแต่วันนี้ (20 ธ.ค.) เพื่อเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นจะไม่มีการหักสำรอง 30% เพื่อให้นักลงทุนต่างประเทศสบายใจ และตลาดหุ้นจะมีแนวโน้มราคาหุ้นขึ้นได้ ตราบใดที่ต่างชาติมองว่าลงทุนในหุ้นได้เสรี นักลงทุนต่างชาติสบายใจ

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรยอมรับว่า เพิ่งรู้ว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาจำนวนมากในระยะนี้ ส่วนใหญ่ไปอยู่ที่ตลาดตราสารหนี้และพันธบัตรเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่ตลาดหุ้น จึงถือเป็นบทเรียนที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบมากขึ้น ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้น “ไม่เป็นไร” แค่ 1 วัน แก้ได้ ไม่เสียหายอะไร ภาพเศรษฐกิจยังดีอยู่ เชื่อว่าในเวลา 8.30 น.วันนี้ (20 ธ.ค.) เงินจะเข้าตลาดหุ้น

“ต้องยอมรับว่ามาตรการนี้ใช้กับประเทศอื่นได้ผล แต่กับประเทศไทยไม่ได้ เพราะเรามาไกลกว่าคนอื่น เราเป็นประเทศเสรี หลังจากนี้ผมก็ต้องชี้แจงกับสื่ออื่นๆ ด้วย เช่นเดียวกับแบงก์ชาติก็ต้องชี้แจงด้วย”

หลังจากนั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธรได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวอีกครั้งกับสื่อมวลชนที่ไปรอทำข่าวจำนวนมาก โดยระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่ต้องหาคนรับผิดชอบ เพราะไม่ถือเป็นเป็นความผิดพลาดในนโยบายแต่อย่างใด…”

powered by performancing firefox

4 comments ธันวาคม 20, 2006

หุ้นร่วง 108 จุด มูลค่าซื้อขาย 7 หมื่นล้านบาท

โพสต์นี้มีคำไม่เหมาะสมกับสุภาพสตรีและเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี กรุณาอ่านอย่างมีสติ

ขอบันทึกเก็บเอาไว้หน่อยเถอะ เล่นหุ้นมายังไม่เคยเจอขนาดนี้ พฤษภาทมิฬก็ผ่านมาได้ ลดค่าเงินบาท ต้มยำกุ้งไครซิสก็ผ่านมาแล้ว อันนี้เจ๋งกว่าเว้ย ตลาดหลักทรัพย์ต้องใช้ cirkit breaker เป็นครั้งแรก แถมยังเกือบต้องใช้ครั้งที่ 2 ด้วย ตอนมันหลุด 600 จุด นี่ไม่ใช่แค่ดัชนีหลุดอย่างเดียวนะ นักลงทุนกางเกงหลุดไปตามๆกันด้วย สงสัยงานนี้ภาครัฐต้องไปตามเฉ่งกันเองแล้ว ตอลอทอจับมือกอลอตอไล่เฉ่งธอปอทอ ส่วนนักลงทุนเหลือแต่กอดอ สะจายกันไปตามๆกัน

เอาเหอะนะพี่ ขอให้พี่ๆสำเร็จสมความมุ่งหมายที่จะปกป้องค่าเงินบาทเอาไว้ ผมก็แค่ขอบ่นนิดบ่นหน่อย ไม่ว่ากันนะ

ดัชนีปิดวันนี้ 622.14 จุด ลดลง 108.41 จุด (14.84%) ลงไปต่ำสุดที่ 587.92 จุด มูลค่าการซื้อขาย 72,131.55 ล้านบาท ตัวเลขนักลงทุนแยกรายกลุ่มยังไม่ออก แต่ไม่ต้องห่วง ร่วงขนาดนี้ฝรั่งขายแหงๆ อยู่ที่ว่ากองทุนในประเทศจะช่วยด้วยไหมเท่านั้นเอง

update : สรุปฝรั่งขาย 25,124.97 ล้านบาท กองทุนช่วยซ้ำมาอีกดอก 2,904.92 ล้าน มีแต่รายย่อยที่ใจสู้ชูสองนิ้ว รับมาเต็มๆ 28,029.89 ล้าน ไม่รู้ช้อนจะหักหมดประเทศหรือเปล่าเนี่ย

3 comments ธันวาคม 19, 2006

ตลาดหุ้นร่วงขนาดนี้ ไม่ได้เห็นมานาน

ครั้งล่าสุดรู้สึกจะเป็นพฤษภาทมิฬ ที่เขายิงกันโครมๆ แต่ตลาดหุ้นยังเปิดให้เทรด เล่นเอาแดงกันแทบทั้งกระดาน มาวันนี้ต้องเรียกว่า “ธันวาทมิฬ” ตลาดหุ้นโดนแบงก์ชาติสอยซะ เปิดทีวีดูเมื่อเช้านึกว่าตาฝาด อะไรวะ ลงไป 60 กว่าจุดเลยเหรอ โวลุ่มมีด้วยเหรอ เปิดตลาดมาไม่นานซัดไปเกือบ 2 หมื่นล้านเนี่ยนะ สุดยอดจริงๆ อย่างนี้ไม่ต้องหวังกันเลย january effect เอาตัวให้รอดก่อนเถอะปีนี้ กำไร 17% ที่ได้มาสงสัยหายหมดล่ะกู

Stock Markets – Manager Online

วานนี้ (18 ธ.ค.) เวลา 16.30 น. ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดแถลงข่าวด่วนเรื่องการปกป้องค่าเงินบาท นางธาริษาเปิดเผยว่า ธปท.ได้ออกมาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้น โดยการกำหนดให้สถาบันการเงินที่รับซื้อหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท ต้องกันเงินสำรองเป็นเงินตราต่างประเทศไว้ 30% ของเงินตราต่างประเทศ ซึ่งสถาบันการเงินต้องนำส่งเงินที่กันดังกล่าวให้ ธปท.ทุกวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ส่วนที่เหลืออีก 70% สามารถรับซื้อหรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทให้แก่ลูกค้าได้ ทั้งนี้ เงินที่กันสำรองจำนวนดังกล่าว ลูกค้าของสถาบันการเงินจะสามารถขอคืนเงินได้เมื่อครบกำหนด 1 ปีนับตั้งแต่วันที่ถูกกันเงิน ซึ่งลูกค้าต้องแสดงเอกสารหลักฐานให้ชัดเจนว่าอยู่เกิน 1 ปี และต้องแจ้งให้ ธปท.ทราบ เพื่อดำเนินการส่งเงินให้แก่ลูกค้าต่อไปด้วย แต่หากเงินที่กันสำรองอยู่ไม่ถึง 1 ปี ลูกค้ารายนั้นจะได้รับเงินคืนเพียง 2 ใน 3 ของเงินที่กันไว้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ธปท.ไม่บังคับใช้มาตรการกับธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ตกลงกันก่อนวันที่ 19 ธ.ค. และยังยกเว้นธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่เป็นการลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ซึ่งถือเป็นส่วนของทุนหรือเงินโอนให้แก่ลูกค้า โดยผู้ถูกกันเงินสามารถยื่นคำร้องผ่านสถาบันการเงินพร้อมเอกสารหลักฐาน และเมื่อสถาบันการเงินสามารถพิสูจน์และรับรองความถูกต้องได้ และ ธปท.เห็นสมควรก็จะคืนเงินดังกล่าวให้แก่ลูกค้าได้ นอกจากนี้ ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่รับซื้อหรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินที่ได้รับจากค่าสินค้า บริการ หรือเงินที่บุคคลหรือนิติบุคคลไทยได้รับคืนจากการลงทุนในต่างประเทศไม่ต้องกันเงินตามมาตรการนี้เช่นกัน ส่วนนักท่องเที่ยว ธปท.ให้วงเงินไม่เกิน 2 หมื่นเหรียญสหรัฐ หากเกินต้องดำเนินการเช่นเดียวกัน

อ้อ ล่าสุด ดัชนีลงไปเกิน 10% (10.14%) เข้าข่าย cirkit breaker ปิดตลาดไป 30 นาที ตั้งแต่ 11.29-11.59 แล้วค่อยเทรดกันใหม่ ถ้ายังลงอีก ลงถึง 20% จะปิดอีก 1 ชั่วโมง เจตนาที่หยุดไม่ใช่อะไร คงจะให้นักลงทุนตั้งสติอ่ะนะ แวะไปหาพระพรมน้ำมนต์ซักหน่อยก็ท่าจะดี

powered by performancing firefox

2 comments ธันวาคม 19, 2006

มีบัตรเครดิตกันกี่ใบ?

ลองเปิดกระเป๋าตังค์ดู ผมเชื่อว่าคนทำงานทุกวันนี้ต้องมีบัตรเครดิตติดกระเป๋า แล้วมีจำนวนไม่น้อยที่มีกันเกิน 1 ใบ ขนาดผมเองที่ว่าไม่ค่อยใช้ยังมีติดตัวอยู่ 3 ใบ (ใบนึงใช้เติมน้ำมันเพราะได้ส่วนลด ใบนึงใช้ซื้อของทั่วไป เพราะจะเก็บพอยต์เอาไปแลก อีกใบนึงถือเผื่อไว้ ไม่ใช้ไม่เป็นไรเพราะไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี) แต่มีเพื่อนผมอยู่คนนึงมันมีบัตรเครดิตรวมกับบัตรกดเงินสดอยู่ 10 ใบพอดิบพอดี จะเอาอะไรล่ะ ซิตี้แบงก์ hsbc กสิกร ktc กรุงศรีจีอี ยูโอบี เอสซีบี (ยี่ห้อนี้ซัดไป 2 ใบ วีซ่าใบนึง มาสเตอร์การ์ดอีกใบนึง) แล้วก็สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดตัวดีอีก 2 ใบ ตอนที่มันบอกผมก็สงสัย ถามมันไปว่าทำไมต้องมีเยอะขนาดนั้น ใช้อะไรกันนักหนา (วะ)? ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง เพราะกลัวมันจะเป็นพวกรูดปรื๊ด รูดปรื๊ด ติดหนี้บัตรเครดิตกันเป็นแสนๆ จนครอบครัวมีปัญหาแบบที่เห็นในข่าว

ถามเสร็จ มันยิ้ม บอก มึงไม่ต้องห่วง ที่มีนี่กูพกติดตัวแค่ไม่กี่ใบ ที่เหลือกูเก็บไว้ที่บ้าน แทบไม่เคยใช้ ผมก็ยิ่งสงสัยดิ อ้าว แล้วมึงทำมาทำไมเยอะแยะ ปวดหัวตาย (ห่า) มันยิ่งยิ้มหนัก กูทำเอาของแจก แม่งแจกกันดีนัก ฉลองศรัทธามันเสียหน่อย มันเล่าต่อว่า มันไปเดินที่งาน money expo (งานเดียวกับที่ผมไปเจอเซลส์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดนั่นแหละ) แล้วเจอพวกบัตรเครดิตมาตั้งบูธรับสมัคร แต่ละบูธก็ขนของมาแจกเหมือนกลัวน้อยหน้ากัน เซลส์ก็ขยันเหลือเกิน เดินผ่านเป็นชวน ผ่านเป็นชวน มันก็เลยฉลองศรัทธาซะ ล่อมา 10 ใบอย่างที่ว่า

แต่สงสัยเดี๋ยวนี้จะมีคนสมัครเพื่อเอาของแจกอย่างเพื่อนผมเยอะขึ้น เพราะบัตรเครดิตเดี๋ยวนี้ไม่ได้แจกของพร่ำเพรื่อเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ชักมีเงื่อนไข ก็แล้วแต่ว่าใครเขี้ยวมากเขี้ยวน้อย บางค่ายสมัครเสร็จใช้แค่ครั้งเดียวก็ได้ของ บางเจ้าต้องใช้ 3 ครั้งภายใน 1 เดือน บางเจ้าต้อง 5 ครั้ง หรือบางเจ้าบอกต้องใช้ให้ครบ 3,000 ภายใน 1 เดือนถึงจะได้ของแจก เพื่อนผมมันก็อดทน ให้ทำยังไงก็ไม่มีปัญหา สุดท้ายก็เก็บของแจกมาจนครบทุกค่าย ครบแล้วก็เก็บบัตรเอาไว้ที่บ้าน เอาเฉพาะบัตรที่เลือกแล้วว่าจะใช้กันต่อมาพกติดตัวเอาไว้

ถามมันว่า มึงดูไม่น่าเป็นคนอยากได้ของพรรค์นี้เลยนี่นา แล้วของที่มันแจกส่วนใหญ่ก็เป็นกระเป๋า มึงจะเอาไปทำไมเยอะแยะ มันบอก กูก็ไม่อยากได้ แต่กูอยากเอาชนะไอ้บัตรพวกนี้มันบ้างแค่นั้นเอง กูรอให้ถึงสิ้นปีจะโทรไปยกเลิกให้หมด เก็บไว้ใบสองใบก็พอ

ฟังแล้วก็มาคิดต่อ ปีหน้างาน money expo มันมีเมื่อไหร่ (วะ)?

powered by performancing firefox

2 comments ธันวาคม 17, 2006

เงินเดือนมันหายไปไหนหมด (วะ)?

เคยเกิดคำถามนี้กันบ้างไหมครับ เชื่อว่าคงมีหลายคนที่กระเป๋าตุงตอนต้นเดือน บวกลบคูณหารดูแล้วเดือนนี้ใช้ยังไงก็สบายแน่นอน แต่พอเข้าใกล้ช่วงปลายเดือน เอาแล้วไง เงินมันหายไปไหนหมด (วะ) อย่างที่ตั้งเป็นหัวข้อโพสต์นี่แหละ เรื่องนี้ปกติครับ ผมเองก็เคยเป็น เข้าใกล้สิ้นเดือนทีไรนั่งนับเงินที่เหลือ เฮ้ย ไหงเหลือแค่นี้ ก็ไม่ได้เอาไปใช้อะไรนี่หว่า เป็นติดต่อกันมาหลายเดือนเข้าจนทนไม่ไหว ในที่สุดก็คิดหาหนทางแก้ได้แบบมั่วเอาเอง

วิธีแก้แบบมวยวัดของผมก็คือ จดบันทึกครับ ในแต่ละวันใช้อะไรไปบ้างใช้เท่าไหร่จดมันให้หมด ทีแรกเรานึกว่า เฮ่ย ใช้แค่นี้จำได้อยู่แล้ว แต่ปรากฎว่ามันจำไม่ได้ครับ เราจะจำได้เฉพาะรายการใหญ่ๆ เงินหลักร้อยหรือหลักพัน แต่กลายเป็นว่ารายการที่ใช้ทีละเล็กละน้อยไม่กี่สิบบาทนี่แหละทีเด็ดนัก รวมกันเข้าหลายๆรายการก็เท่ากับหลายร้อยเหมือนกัน ผมเลยจดบันทึกเอาไว้หมดว่าวันนึงใช้ค่าอะไรใช้เท่าไหร่ รวบรวมเอาไว้ให้เป็นหมวดหมู่ ทำอย่างนี้ 3-4 เดือนเราจะเริ่มเห็นแล้วว่าค่าใช้จ่ายประจำเดือนของเราเป็นค่าอะไรเท่าไหร่กันบ้าง เช่น ค่าน้ำมันรถเดือนละ 4,000 ค่าซูเปอร์ฯ ค่าหนังสือ ดูหนัง ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำ-ไฟ จิปาถะ

ข้อดีที่ไม่ได้คิดมาก่อนของการจดบันทึกแบบนี้ก็คือ พอเรามานั่งดูรายการใช้จ่ายของเราก็จะเห็นว่ามีรายการใช้เรื่อยเปื่อยอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งหลายรายการมันไม่ควรจะต้องเสียเงินก็ดันไปเสีย หลังจากนั้นเวลาเราจะใช้เงินเราก็จะระมัดระวังมากขึ้นโดยธรรมชาติ (อันนี้หมายถึงตัวผมเอง สำหรับคนอื่นไม่รู้เหมือนกัน) พอเราเก็บรวบรวมลิสต์ค่าใช้จ่ายที่ว่าสัก 3-4 เดือนอย่างที่ว่าแล้วเราก็จะเห็นแพทเทิร์นของการใช้เงินของเราแล้วว่าเดือนนึงเราใช้เงินไปกับอะไรเท่าไหร่ ก็จะมาถึงขั้นต่อมา คือ การทำบัดเจ็ต

ฟังดูเหมือนยุ่งยาก จริงๆไม่ยุ่งยากเลยเพราะเราเห็นอยู่แล้วว่าเดือนนึงเราต้องใช้อะไรเท่าไหร่ เราก็แบ่งเงินให้เรียบร้อยว่า เอาล่ะ เงินเดือนออกปั๊บกันออกมาเป็นค่าน้ำมัน 4,000 ค่าซูเปอร์ ค่าหนังสือ ค่าโน่น ค่านี่ตามที่เรามีตัวเลขอยู่ แล้วก็อย่าลืมกันเงินมาเป็นเงินเก็บหรือเงินออมด้วยก้อนนึง หลังจากนั้นก็มาถึงข้อสำคัญที่สุด คือ ใช้เงินตามรายการที่เรามีอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง ขอให้ตั้งใจเอาไว้ว่าอย่าได้เพลิดเพลินกับการจับจ่ายใช้สอยเป็นอันขาด เพราะเงินทุกก้อนเราจัดสรรเอาไว้แล้ว (ยกเว้นในกรณีที่มีรายการพิเศษ สุดวิสัย อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องนึง) ถ้าเราใช้เงินเกินจากที่กำหนดเอาไว้มันก็ย่อมต้องไปดึงออกมาส่วนอื่น ซึ่งก็จะทำให้ระบบของเรารวนไปหมด สุดท้ายก็จะกลับมาสู่ปัญหาเดิม นั่นคือ เงินมันหายไปไหนหมด (วะ)?

powered by performancing firefox

3 comments ธันวาคม 15, 2006

Previous Posts


 

ธันวาคม 2006
อา พฤ
« พ.ย.   ม.ค. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

Blog Stats

หน้า

คลังเก็บ

Category Cloud

Banking Books Corporate Credit Card etc Insurance Movies Mutual Fund Property Saving Stock Travel Uncategorized

Meta

Blogroll

เรื่องล่าสุด

Top Posts

ความเห็นล่าสุด

AJ on ซื้อคอนโดฯดีไหม?
อาเจ็ก on ซื้อคอนโดฯดีไหม?
มดดำ on ไว้ใจคนขายประกันแล้วเป็นงี้ทุก…
aloha on ไว้ใจคนขายประกันแล้วเป็นงี้ทุก…
aloha on ไว้ใจคนขายประกันแล้วเป็นงี้ทุก…

Flickr Photos

Fireflies lyrics

Firefly

Firefly spread

moleskinecoloraday5

moleskinecoloraday1

More Photos

Visitors