Archive for สิงหาคม, 2007

ติดใจเรื่องสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

เมื่อวันก่อนโพสต์เรื่องสถาบันคุ้มครองเงินฝากเสร็จกลับไปบ้านก็ยังรู้สึกติดใจ แต่นึกไม่ออกว่าเรื่องอะไร เพิ่งมานึกออกเมื่อวานนี้ ถ้ายังพอจำได้ โพสต์เรื่องนี้ผมขึ้นต้นไว้ว่า “จริงๆผมไม่ได้มีความหวังกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก…” อ่านรอบแรกๆก็ตะหงิดๆแต่นึกไม่ออกว่าเรื่องอะไร ตอนนี้ผมรู้แล้ว ตรงคำว่า “ความหวัง” น่ะครับ

ที่ผมบอกว่าไม่ได้มีความหวังกับเรื่องนี้เท่าไหร่นักก็เพราะว่า ตามขั้นตอนการออกกฎหมายของเรา คนที่จะพิจารณายกมือให้ผ่านไม่ผ่านก็คือท่านส.ส.ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ซึ่งแต่ละท่านล้วนแล้วแต่มีฐานะอันเกินจะกินกันทั้งสิ้น บางคนมีธุรกิจส่วนตัวอยู่แล้วก่อนที่จะมาเป็นส.ส. บางคนเป็นส.ส.แล้วก็ทำธุรกิจควบคู่ไปด้วย บางคนก็ไม่เห็นทำอะไรอย่างอื่น เป็นส.ส.เป็นนักการเมืองอย่างเดียวแต่รวยเอาๆ ทั้งๆที่เงินเดือนเต็มที่ก็หลักหมื่นหลักแสน

ในเมื่อแต่ละคนมีฐานะร่ำรวยกันอย่างนี้ แล้วอยู่ๆจะให้ยกมือผ่านกฎหมายที่จะลดการคุ้มครองเงินฝากของตัวเองนี่ผมว่ามันแปลกๆอยู่นะครับ ซึ่งก็คงเป็นสาเหตุที่เรื่องนี้มันลากยาวมาสิบกว่าปีอย่างที่ว่า แล้วผมก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่า รอบนี้จะผ่านออกมาได้ไหม เพราะขนาดเรื่องรถไฟฟ้าที่ตั้งท่าอยากจะได้อยากจะทำกันน่าดูยังปล่อยให้ล่วงเลยผ่านไปเหมือนไม่สนใจซะยังงั้น

อาจจะต้องนอนฝันกันต่อไปอีกสมัยก็เป็นได้นะครับ

3 comments สิงหาคม 31, 2007

ความคืบหน้าล่าสุดของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

จริงๆผมไม่ได้มีความหวังกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก เพราะพูดกันมาสิบกว่าปีแล้ว แต่เนื่องจากเมื่อวานคณะรัฐมนตรีเพิ่งเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝากก็เลยพูดถึงเป็นการอัพเดทเสียหน่อยแล้วกัน

กระบวนการต่อไปก็คือส่งเรื่องต่อไปให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ถ้าผ่านก็คงจะมีผลบังคับใช้กันต่อไปนะครับ

สำหรับคนที่สงสัยว่า สถาบันคุ้มครองเงินฝากคืออะไร? ผมจะพยายามอธิบายตามความรู้งูๆปลาๆที่มีนะครับ ถ้าผิด รบกวนคนที่รู้จริงมาช่วยอีกทีละกัน

ทุกวันนี้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เราฝากสถาบันการเงินเอาไว้นี่ได้รับการคุ้มครอง 100% โดยรัฐบาลนะครับ หมายความว่ายังไง หมายความว่าถ้าเกิดวันไหนสถาบันการเงินเกิดเจ๊งไป คนที่ฝากเงินในสถาบันการเงินแห่งนั้นจะได้รับเงินคืนทุกบาททุกสตางค์ ไม่ขาดตกบกพร่อง (คนที่เคยฝากเงินในแบงก์ BBC คงพอนึกออก) ฟังดูก็ดีอยู่แล้วใช่ไหมครับ? แต่กลายเป็นว่ากฎเกณฑ์นี้กลับทำให้คนฝากเงินไม่ระมัดระวังตัว เพราะรู้ว่ายังไงเงินก็ไม่หายก็เลยเลือกธนาคารโดยดูที่อัตราดอกเบี้ยสูงๆอย่างเดียว ไม่ได้ดูเลยว่าธนาคารแห่งนั้นมีความมั่นคงหรือน่าเชื่อถือแค่ไหน

ส่วนธนาคารเองก็รู้ว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น รัฐบาลก็ช่วยรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่ได้ระมัดระวังความเสี่ยงของตัวเองเท่าไหร่นัก ปล่อยสินเชื่อมั่วซั่วไปก็มีไม่น้อย ก็เลยกลายเป็นว่าระบบธนาคารของประเทศก็ไม่ได้ก้าวหน้าไปอย่างที่ควรจะเป็น (ทั้งหมดนี่เขาว่ามานะครับ ผมจำขี้ปากเขามาอีกที)

ก็เลยกลายเป็นแนวคิด (สากล) ว่า ถ้าอย่างนั้นเราออกกฎเกณฑ์มาดีกว่าว่า รัฐบาลจะคุ้มครองเงินฝากในธนาคารให้จำนวนหนึ่ง ส่วนที่เกินจากนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ผู้ฝากเงินต้องป้องกันตัวเอาเอง คิดกันไปคิดกันมาหัวแทบแตก สรุปได้ว่า รัฐบาลจะคุ้มครองให้ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินละ 1 ล้านบาท ไม่ว่าจะมีกี่บัญชีในสถาบันการเงินแห่งนั้นก็ตาม

สมมุติว่า คุณสมศักดิ์มีบัญชีอยู่ในแบงก์หอยทาก 10 บัญชี รวมกันแล้วเป็นเงิน 50 ล้านบาท ถ้าแบงก์หอยทากเกิดเจ๊งไปคุณสมศักดิ์จะได้เงินคืนในส่วนของที่คุ้มครองเอาไว้ 1 ล้านบาทเท่านั้น

แต่ถ้าคุณสมศักดิ์ฝากเงินเอาไว้ 4 แสนบาท ถ้าแบงก์หอยทากเจ๊ง ก็ได้แค่ 4 แสนบาทเท่าที่มีนะครับ ไม่ใช่ได้คืนไปล้านนึง (อย่าโลภ)

แต่ว่ายังไม่ต้องตกใจครับ ถึงจะผ่านออกมาใช้จริงก็ยังมีเวลาให้เราๆท่านๆและสถาบันการเงินทั้งหลายได้ปรับตัวกันหลายปีอยู่ ปีแรกที่ใช้จริงก็จะยังคุ้มครองเต็มจำนวน ปีที่สองลดเหลือ 100 ล้านบาท (ครับ อ่านไม่ผิด -หนึ่งร้อยล้านบาท-) ปีที่สามเหลือ 50 ล้านบาท ปีที่สี่เหลือ 20 ล้านบาท ปีที่ห้า 10 ล้านบาท ปีต่อไปถึงจะเป็น 1 ล้านบาทตามเป้าหมาย

(สำหรับผมสบายมาก ลดลงมาอีกยังไม่สะเทือน เพราะมีไม่ถึง ฮิ้วววววว…)

ทีนี้คนที่มีเงินเยอะๆจะทำยังไงดีล่ะครับ?

แนะนำข้อแรกคือ แยกเงินออกฝากหลายๆสถาบันการเงิน ได้ที่ละล้าน สิบที่ก็สิบล้าน เกินกว่านี้พี่คงมีความรู้มากกว่าผมแล้วล่ะครับว่าจะทำยังไง

ข้อสอง แบ่งเงินไปลงทุนเสียบ้าง อย่าฝากกินดอกอย่างเดียว เดี๋ยวนี้เขามีทางเลือกตั้งมากมาย ซื้อพันธบัตรรัฐบาลบ้าง ซื้อกองทุนก็ได้ มีให้เลือกตั้งหลายแบบ ซื้อหุ้นเสียบ้างก็ได้ หรือจะซื้อทองเก็บเอาไว้ก็แล้วแต่ชอบนะครับ ลองติดต่อที่ปรึกษาทางการเงินสักที่นะครับ มีเงินขนาดนี้เขายินดีคุยกับพี่อยู่แล้ว

คิดไม่ออกแล้วครับ อ้อ..เอามาให้ผมยืมบ้างก็ได้นะครับพี่

11 comments สิงหาคม 29, 2007

ไหน..ใครว่าคนไทยจน โธ่…พวกรู้ไม่จริง

ยังจำพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย แบบออมทรัพย์ที่ผมเพิ่งเอามาเล่าให้ฟังเมื่อวันก่อนได้ไหมครับ? ข่าวเมื่อวานบอกว่า ขายดีมากๆ ขนาดที่ว่าเตรียมเอาไว้ 4 หมื่นล้านบาทแต่ใช้เวลาแค่ 15 นาทีก็ขายหมดเกลี้ยง ผู้บริหารบางธนาคารบอกว่ามีคนมาเข้าคิวรอหน้าแบงก์ตั้งแต่ตี 3 ตี 4 ขนาดนั้น…

รวมยอดจองเบ็ดเสร็จถึงเที่ยงเมื่อวาน (จากเดิมที่จะเปิดขายถึงวันที่ 4 กันยายน) ปิดยอดไป 8.7 หมื่นล้านบาท เห็นไหม…เห็นไหม นี่ขนาดขายแค่ครึ่งวันยังซัดไปเกือบแสนล้าน ถ้าไม่ปิดจองเสียก่อนจะได้ขนาดไหน แล้วใครว่าคนไทยจน…ฮึ?

9 comments สิงหาคม 29, 2007

ระวังถูกหลอกถามข้อมูลการเงิน

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางกรมสรรพากรออกหนังสือเตือนให้ระวังพวกมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรหลอกถามข้อมูลการเงินนะครับ ผมเพิ่งจะได้รับอีเมล์ส่งต่อกันมาก็ขอเอามาเผยแพร่ต่อตรงนี้ก็แล้วกัน หวังว่าคงไม่ช้าเกินไปนะครับ

เลขที่ข่าว  ปชส.     28/2550
วันที่แถลงข่าว      10  สิงหาคม  2550
เรื่อง  กรมสรรพากรเตือนประชาชนระวังถูกมิจฉาชีพหลอกถามข้อมูลสำคัญ
—————————————————————————————————
   
                      ด้วยขณะนี้มีกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรโทรศัพท์ไปถึงผู้เสียภาษี และประชาชนในท้องที่ต่าง ๆ เพื่อสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ ชื่อ – สกุล เลขประจำตัวประชาชน รวมทั้งเลขที่บัญชีธนาคาร เป็นต้น โดยอ้างว่าจากการตรวจแบบแสดงรายการภาษีระหว่างปี 2545 – 2549 พบว่ามีภาษีที่จะได้รับคืนหลายพันบาทและจะส่งคืนภาษีดังกล่าวเข้าบัญชีธนาคาร ทำให้ผู้เสียภาษีและประชาชนจำนวนมากหลงเชื่อ แจ้งข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญให้กับมิจฉาชีพดังกล่าว
  
                    กรมสรรพากร ขอเรียนว่า กรมฯไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด ขอให้ผู้เสียภาษีและประชาชนอย่าได้หลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ แจ้งข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว เพราะอาจถูกกลุ่มมิจฉาชีพนำไปใช้ในทางมิชอบหรือในทางที่ผิดกฎหมาย อาจทำให้ได้รับความเดือดร้อนในลักษณะหนึ่งลักษณะใดในภายหลัง ที่สำคัญกรมฯมีข้อมูลบุคคลที่ได้มาจากแบบแสดงรายการภาษี และบันทึกไว้ในฐานข้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์ สามารถค้นหาข้อมูลตามที่ต้องการได้ตลอดเวลา ส่วนการคืนภาษีให้กับผู้ที่ขอคืนหรือผู้ที่ชำระภาษีไว้เกินนั้น กรมฯ มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน โดยจะส่งภาษีคืนให้ในรูปของเช็คธนาคารสั่งจ่ายระบุ ชื่อ – สกุลของผู้ขอคืนภาษี ส่งตรงให้ทางไปรษณีย์ถึงภูมิลำเนาของผู้เสียภาษี เพื่อให้นำเข้าบัญชีธนาคารด้วยตนเอง โดยผู้ที่ยื่นแบบฯและขอคืนภาษีทางอินเตอร์เน็ทจะได้รับเช็คคืนภาษีอย่างรวดเร็วภายใน 15 วันด้วย

เขาเตือนมาแล้วนะครับ ระวังกันไว้หน่อยก็ดี เดี๋ยวนี้ชักมีวิธีหากินกันแปลกๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ ถ้าตามไม่ทันก็อาจจะสูญเงินฟรีได้

6 comments สิงหาคม 27, 2007

พันธบัตรแบงก์ชาติ อายุ 4 ปี ดอกเบี้ย 4.25%

สำหรับคนที่อยากหาที่เก็บเงินชนิดมั่นคงสุดๆ ทุบกระปุกหรือถอนเงินมาได้เลยครับ วันนี้เขาจะเริ่มขายพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ประเภทออมทรัพย์ อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.25% ครบกำหนดชำระเงินต้นวันที่ 5 กันยายน 2554 หรือถ้ายังไม่พอใจ อยากได้มากกว่านั้นนานกว่านั้น เอานี่ไปเลย อายุ 7 ปี ให้ดอกเบี้ย 5% ครบกำหนดชำระคืนเงินต้นวันที่ 5 กันยายน 2557 จ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง คือวันที่ 5 มีนาคมและ 5 กันยายนของทุกปีครับ

ราคาขายหน่วยละ 1,000 บาท จองซื้อขั้นต่ำ 50,000  บาทและทวีคูณของ 10,000 บาท ไม่จำกัดวงเงินสูงสุดด้วยนะครับ มีเท่าไหร่ อยากซื้อเท่าไหร่ เชิญได้เต็มที่ (จะได้หรือเปล่านี่อีกเรื่องนึง) เพราะเขาเตรียมเอาไว้ถึง 40,000 ล้านบาท

ถ้าวันนี้ใครยังเตรียมเงินถอนเงินไม่ทันก็ไม่ต้องห่วงครับ เขาเปิดขายจนถึงวันที่ 4 กันยายน ตามสถานที่นี้ครับ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารซิตี้แบงก์ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารยูโอบี ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (ไทย) แล้วก็ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ (เรียกง่ายๆว่า HSBC ครับ)

ถ้าสงสัยว่าทำไมผมถึงบอกว่าพันธบัตรอันนี้เป็นการเก็บเงินชนิดที่มั่นคงสุดๆ มันอย่างนี้ครับ พันธบัตรนี้ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (เรียกง่ายๆว่า “แบงก์ชาติ”) ซึ่งโอกาสเจ๊งมีน้อยมาก (ไม่ใช่ไม่มีนะครับ) แต่การที่แบงก์ชาติจะเจ๊งนั่นหมายความว่าประเทศไทยเจ๊งด้วย เพราะฉะนั้นโอกาสที่คุณซื้อพันธบัตรนี้แล้วจะสูญเงินหรือไม่ได้ดอกเบี้ยตามที่เขาสัญญาเอาไว้มันน้อยมากๆ และถ้าแบงก์ชาติเจ๊งจริงๆ มันยังมีสิ่งที่คุณควรกังวลมากกว่าเงินที่คุณเอามาซื้อพันธบัตรนี่อีกครับ

ป.ล.ผมจะโพสต์เรื่องนี้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว แต่ติดตรงที่ว่าโดน “มัน” บล็อคได้บล็อคดีจนเบื่อน่ะครับ เพราะฉะนั้นใครที่เพิ่งมาเห็นข้อมูลแล้วเตรียมเงินไม่ทัน โปรดไปด่า “มัน” นะครับ ผมไม่เกี่ยว

8 comments สิงหาคม 27, 2007

ทำไมบล็อคกันได้บล็อคกันดี ฮึ?

ว่างนักหรือไง ไม่มีอะไรทำเหรอเพ่? ไม่ต้องตัดสินใจแทนผมได้ไหมพี่ว่าอันไหน อะไรที่เหมาะสำหรับผม แล้วบล็อคเอาไว้ก็ห้ามได้แต่คนในประเทศ คนที่อยู่ข้างนอกเขาก็เข้าได้อยู่ดี แทนที่จะคิดอะไรที่มันเวิร์คกว่านี้ สร้างสรรค์กว่านี้ โลกมันหมุนไปข้างหน้าแล้วนะพี่ ถ้าไม่เดินตามมาก็อย่าถอยหลังได้ไหมครับ?

13 comments สิงหาคม 24, 2007

ไหนว่า “บาทแข็ง” ไม่กระทบส่งออก?

ก่อนหน้านี้ล่ะจีบปากจีบคอลอยหน้าลอยตาออกทีวีกันดีนัก ท่องมาประโยคเดียวเหมือนนัดกันไว้ทั้งนักการเมืองทั้งข้าราชการ บาทแข็งไม่กระทบส่งออก บาทแข็งไม่กระทบส่งออก พอตัวเลขออกมาก็เต้นกันใหญ่เลยสิทีนี้ ทำไงดีล่ะพี่?

ตัวเลขอัตราการขยายตัวการส่งออกของไทยของปีนี้ ไล่มาตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงมิถุนายน อยู่ในช่วง 17-20% มาตลอด พอถึงเดือนกรกฎาคมเท่านั้นแหละ ฮวบมาเหลือ 5.89% เป็นการขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 29 เดือน เลยต้องจำใจยอมรับความจริงกัดฟันแถลงว่าสาเหตุมาจากค่าเงินบาทแข็ง

ทำไมไม่รู้จักดูตัวอย่างของทางแบงก์ชาติกับกระทรวงการคลังเขาบ้าง ก่อนหน้านี้ก็ปากแข็งอย่างนี้เหมือนกัน การดูแลค่าเงินบาทไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหา ท่องมาแบบเดียวกันนี้เลย จนกระทั่งอมเอาไว้ไม่ไหวแล้วถึงยอมแพลมออกมาว่าเจ๊งไปแล้ว –หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นล้านบาท– ชิชะ…ยังมีหน้ามาบอกว่าไม่ต้องตกใจ

ป.ล. ผมไม่ได้โทษว่าค่าเงินบาทแข็งเป็นต้นตอของปัญหานะครับ จริงๆมันเป็นที่ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในตลาดโลกลดลง แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการแก้ไขจริงๆจังๆสักที ก็เลยอาศัยแข่งกันที่ราคาอย่างเดียว เอาง่ายเข้าว่า จนกระทั่งบาทแข็งขึ้นมามันก็เลยแตกโพละ…โฮะ โฮะ

6 comments สิงหาคม 22, 2007

ประหยัดเงิน (และเวลา) ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต

เคยไหมครับเวลาไปซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วตอนจ่ายเงินต้องยืนเกาหัวด้วยความงุนงงปนสงสัยว่า ตูซื้ออะไรมาเยอะแยะ (วะ) เนี่ย? ของบางอย่างก็หยิบมาด้วยอารมณ์ชั่ววูบโดยแท้ ก่อนหน้านี้ผมเป็นประจำและสม่ำเสมอมากครับ ตั้งใจเข้าไปซื้อไม่กี่อย่าง เดินวนไปวนมา เอ๊ะ ไอ้นี่ก็น่าซื้อ ไอ้นั่นก็น่ากิน หยิบไปหยิบมาเต็มรถเข็นจนได้ แถมที่ร้ายที่สุดคือ มันเกินงบที่ตั้งใจไว้ทุกทีสิครับ

จนในที่สุดผบ.ทบ.ผมเธอใช้วิธีนี้ครับ (เรื่องนี้ต้องให้เครดิตเขาไป) ก่อนจะเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตก็ทำรายการให้เรียบร้อยก่อนว่าจะต้องซื้อต้องใช้อะไรบ้าง ถ้าจะทำกับข้าวก็คิดเมนูมาให้เรียบร้อย (อ๊ะ … ใช่ครับ ผบ.ทบ.ผมเธอยังทำกับข้าวเองนะครับ แต่ได้แค่เสาร์-อาทิตย์เท่านั้น เพราะวันธรรมดาไม่มีเวลาเลย) แยกออกมาเป็นส่วนผสม ส่วนประกอบจะต้องใช้เนื้อหมู เนื้อปลาอะไรก็จดให้ละเอียด ข้าวของเครื่องใช้มีอะไรบ้างก็จดเอาไว้ พอเข้าห้างก็เดินดิ่งตรงไปหยิบของตามรายการที่มีอยู่ หยิบครบก็เดินออกมาจ่ายเงิน

ทำอย่างนี้ได้ผล 2 ประการครับ ประหยัดทั้งเงินทั้งเวลา เพราะไม่ต้องไปเดินวนไปวนมา คอยคิดว่า เอ… จะต้องซื้ออะไรบ้างหว่า? มะนาวที่บ้านหมดรึยัง พริกยังเหลืออยู่มั๊ย อะไรประมาณนี้ แล้วเวลาที่เดินไปเดินมานี่สายตามันมักจะไปเจออะไรที่ชวนให้หยิบเข้ารถเข็นอยู่เรื่อยสิน่า ถ้าเราตัดขั้นตอนการเดินวนในเขาวงกตออกไป เราก็ลดโอกาสเสียเงินเพิ่มไปด้วย

ป.ล. ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เขียนเรื่องนี้นี่เอามะพร้าวห้าวมาขายสวนหรือเปล่า คนอื่นเขาน่าจะรู้กันหมดแล้วรึเปล่าว้า…

8 comments สิงหาคม 20, 2007

บาทแข็ง-น้ำมันแพง-การเมือง-3 จังหวัดชายแดน-หุ้นตก-subprime…

ยังมีอะไรที่เป็นเรื่องร้ายๆเหลืออีกไหมครับ? ถ้ายังมีอยู่ก็มาซะทีเดียวเลยครับ เอาให้มันจบไปทีเดียวเลย หลังจากนี้จะได้ใส่เกียร์เดินหน้าอย่างเดียว ทุกวันนี้ผมเก็บเงินซะตัวลีบเลย กลัวน่ะครับ บรรยากาศมันอึมครึม คุ้นๆยังไงชอบกล

วันก่อนระหว่างขับรถมาทำงาน ยังนั่งคุยกับผบ.ทบ. (อย่าลืมครับว่า ระหว่างเดินทางผมมีเวลาเหลือเฟือ) อยู่ว่า งวดนี้ถ้ามันเกิดอะไรขึ้นมันอาจจะแรงกว่างวดที่แล้ว เพราะงวดที่แล้วมันโดนแค่คนชั้นกลาง พนักงานออฟฟิศ แต่งวดนี้มันลงไปถึงพนักงานลูกจ้างตามโรงงาน (ที่ปิดกิจการไปเพราะปัญหาค่าเงินบาท) แถมด้วยเกษตรกรก็เป็นหนี้เป็นสินเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย จากการกระตุ้นให้คนเป็นหนี้เพื่อการบริโภค ทั้งอีซี่บาย อิออน แคปปิตอล โอเค ทั้งหลายทั้งปวง

โชคดีนะครับพี่น้องงงงงงง

10 comments สิงหาคม 17, 2007

ขอแอบดีใจ…20,000 hits แล้วครับ

หลังจากที่ฉลอง 10,000 hits ไปเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา วันนี้ mymoney ทะลุ 20,000 hits แล้วครับ แต่ต้องบอกว่าขอแอบดีใจ เพราะกลัวคนอื่นเขาจะหมั่นไส้เอา เขามีกันหลายๆหมื่น หลายคนก็หลักแสนไปแล้ว ไอ้นี่เพิ่งจะ 2 หมื่น เจือกทะลึ่งมาดีใจเป็นวรรคเป็นเวร

ขอขอบคุณทุกท่านที่คลิกเข้ามานะครับ แถมบางคนก็ยังช่วยมาคอมเม้นต์ให้ด้วย ผมล่ะซาบซึ้งใจจริงๆ

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอฉลองโอกาสนี้ด้วยการทำแบบสอบถามเล็กๆซักอันนะครับ ถามสั้นๆคำถามเดียวว่า “คุณอ่านบล็อก mymoney เพราะอะไร?” คำถามนี้เป็นแบบปลายเปิด หมายความว่าจะตอบอะไรมาก็ได้ครับ ขอให้เป็นเหตุผลจริงๆเท่านั้นก็พอ แต่เพื่อเป็นไอเดียผมขอทำคำตอบเป็นทางเลือกสัก 10 ข้อก็แล้วกัน

คุณอ่านบล็อก mymoney เพราะอะไร?

1.คุณชอบเรื่องแบงก์ เรื่องดอกเบี้ย

2.คุณชอบเรื่องกองทุน จะกองทุนอะไรก็แล้วแต่

3.คุณชอบเรื่องบัตรเครดิต

4.คุณชอบเรื่องหุ้น

5.คุณชอบไอ้ที่ว่ามามากกว่า 1 อย่าง

6.คุณไม่ชอบไอ้ที่ว่ามาสักอย่าง แต่ชอบที่บล็อกนี้มันไร้สาระดี

7.คุณไม่ชอบเรื่องที่ mymoney มันเขียนสักนิด แต่ชอบอ่านคอมเม้นต์ของคนอื่น ดูมีสาระ ได้ความรู้มากกว่าอีก

8.ไม่ได้ตั้งใจเปิดมาอ่านเว้ย ใช้ google เสิร์ชหาข้อมูลแล้วมันขึ้นลิงค์มาก็ลองกดมาดู

9.ไม่ได้ชอบสักนิด แต่ดีกว่าอยู่เปล่าๆ

10.คลิกมาเพราะเข้าใจผิด เห็นชื่อแล้วนึกว่าเป็นพวก work from home หรือพวกขายตรง อะไรทำนองนั้น

ถ้ามีเหตุผลนอกเหนือจากนี้ก็ตามสะดวกนะครับ อ้อ แล้วจะติ จะชมก็เชิญเพิ่มเติมมาได้นะครับ

16 comments สิงหาคม 14, 2007

Previous Posts


 

สิงหาคม 2007
อา พฤ
« ก.ค.   ก.ย. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

Blog Stats

หน้า

คลังเก็บ

Category Cloud

Banking Books Corporate Credit Card etc Insurance Movies Mutual Fund Property Saving Stock Travel Uncategorized

Meta

Blogroll

เรื่องล่าสุด

Top Posts

ความเห็นล่าสุด

bouy on เทสโก้ โลตัส ปิ่นเกล้า เปิดวัน…
นะนะ on บางจากแก๊สโซฮอล์ คลับ
AJ on ซื้อคอนโดฯดีไหม?
อาเจ็ก on ซื้อคอนโดฯดีไหม?
มดดำ on ไว้ใจคนขายประกันแล้วเป็นงี้ทุก…

Flickr Photos

calculator and water bottle

whataburger

pricing gun

Bonnie "Prince" Billy

325/365

More Photos

Visitors