ธนาคารแห่งแรกในประเทศไทย

ถามว่า ธนาคารแห่งแรกในประเทศไทยคือธนาคารอะไร? ให้เวลาคิด 5 วินาที…

ปรี๊ดดดดดดดด หมดเวลา

เชื่อว่าส่วนใหญ่คงตอบว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ ใช่ไหมครับ ผิดครับ สยามกัมมาจล เอ้า ผิดอีกครับ อะไร อย่ามาล้อเล่น เรียนมาตั้งแต่ยังเด็ก ธนาคารแห่งแรกของไทยคือ สยามกัมมาจล ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารไทยพาณิชย์ ตอนนี้กำลังฉลองครบ 100 ปีกันอยู่ ใช่ครับ ไทยพาณิชย์เป็นธนาคารแห่งแรกของไทย แต่ไม่ใช่ธนาคารแห่งแรกในประเทศไทย เพราะตำแหน่งนั้นเป็นของ Hongkong and Shanghai Banking Corporation Limited หรือ ธนาคารฮ่องกงเซี่ยงไฮ้ ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเพื่อความสากลและโกลบอลว่า HSBC ครับ

HSBC เข้ามาตั้งและเริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 1888 (พ.ศ.2431) เพราะฉะนั้นสิริรวมแล้ว แบงก์นี้ตั้งอยู่ในไทยมาแล้วถึง 119 ปี นานกว่าธนาคาร 100 ปีตั้ง 19 ปีแน่ะ

นอกจากจะเป็นธนาคารแห่งแรกในประเทศไทยแล้ว HSBC ยังเป็นคนออกธนบัตรใบแรกของประเทศไทยด้วยครับและหลังจากที่เห็นธุรกรรมด้านการเงินดำเนินการโดยสถาบันการเงินต่างชาติมาระยะหนึ่ง รัชกาลที่ 5 ทรงมีสายพระเนตรยาวไกล เล็งเห็นว่าถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปอาจจะเป็นปัญหากับประเทศชาติได้ จึงเป็นที่มาของแบงก์สยามกัมมาจลในเวลาต่อมาครับ

powered by performancing firefox

13 thoughts on “ธนาคารแห่งแรกในประเทศไทย

  1. ธนาคารโดยคนไทย เพื่อคนไทย พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย ยุคบุคคลักษณ์ บุคคลัภย์เปิดดำเนินการในวันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๗ โดยมีพระสรรพการหิรัญกิจ เป็นผู้จัดการ ประกอบด้วยพนักงานจำนวน ๑๘ คน มีคอมปราโดเป็นชาวจีน ๔ คน ส่วนการดำเนินงานนั้น แม้ว่าจะกำหนดไว้ในหนังสือบริคณฑ์สนธิหรือที่เรียกว่า “หนังสือแจ้งความเรื่องตั้งบุคคลัภย์” ว่าเป็นกิจการห้องสมุด มีหนังสือประเภทต่าง ๆ ไว้บริการให้สมาชิกอ่านและยืมได้ก็ตาม แต่การดำเนินธุรกิจที่แท้จริงเป็นการดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์ โดยรับเงินฝาก ซึ่งกำหนดจ่ายดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ปรากฎว่ามีเงินฝากที่ระดมได้เป็นจำนวน ๘๐,๐๐๐ บาทเศษ ในเวลาอันสั้นนี้ เมื่อนำมารวมเข้ากับทุนของบุคคลัภย์แล้ว ได้นำไปให้กู้ยืมในธุรกิจเกี่ยวกับที่ดิน สิ่งก่อสร้างและรับจำนองเป็นส่วนใหญ่ หลังจากเปิดดำเนินธุรกิจได้ ๓ เดือนแล้ว กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ทรงพิจารณาเห็นว่า กิจการของบุคคลัภย์สามารถดำเนินการไปได้ดี มีปริมาณเงินรับและจ่ายได้ไม่ติดขัด จึงได้เริ่มก้าวเข้ามาประกอบธุรกิจ ในด้านการเบิกถอนเงินด้วยเช็ค ในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๔๗ โดยที่บุคคลัภย์เป็นกิจการที่ดำเนินงานด้วยชาวไทย สามารถให้บริการตลอดจนชี้แจงระบบการหักบัญชี การโอนเงินด้วยเช็คแก่ลูกค้าไทย จีนได้เป็นอย่างดี บรรดาพ่อค้า นักธุรกิจและทางราชการ จึงนิยมใช้บริการกันอย่างมากมาย ปริมาณเงินรับเข้าและจ่ายออกจึงสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเฉลี่ยแล้ว จากเดิมมีเงินรับเข้าประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาทเศษต่อเดือน ก็เพิ่มเป็น ๕๐๐,๐๐๐ บาทเศษต่อเดือน ส่วนเงินจ่ายก็เพิ่มขึ้นจากระดับ ๕๐,๐๐๐ บาทเศษต่อเดือน เป็น ๓๐๐,๐๐๐ บาทเศษต่อเดือน หลังจากการประกอบธุรกิจที่กล่าวครบ ๔ เดือน ก็พอดีกับเป็นเวลาสิ้นปี เมื่อปิดงวดบัญชีสิ้นปีแล้ว ปรากฏว่ามีผลกำไรอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ อันเป็นเครื่องชี้ว่า การดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์ของบุคคลัภย์ สามารถดำเนินการไปได้ดี กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย จึงตัดสินพระทัย ที่จะเริ่มประกอบธุรกิจด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านการแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งเป็นธุรกิจที่สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศผูกขาดไว้ทั้งหมด ครั้นเริ่มศักราชใหม่ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๔๘ บุคคลัภย์จึงเริ่มดำเนินธุรกิจด้านการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเงินตราขึ้นอีกประเภทหนึ่ง นอกจากนี้โดยที่บรรดาพ่อค้าไทยและจีน โดยเฉพาะพ่อค้าข้าวและกิจการโรงสีข้าว ซึ่งเป็นสินค้าออกที่สำคัญของไทยขณะนั้น พ่อค้าเหล่านี้ไม่ใคร่ได้รับความเอาใจใส่จากสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศมาก่อน เมื่อมีธนาคารที่ให้บริการโดยมิได้มีข้อแตกต่างกันระหว่างลูกค้า จึงต่างก็นิยมมาใช้บริการของ บุคคลัภย์กันอย่างมากมาย ปริมาณเงินรับเข้าจึงทวีขึ้นเป็นจำนวนถึง ๑.๑๔ ล้านบาทต่อเดือน ในขณะที่มีเงินจ่ายสูงขึ้นเป็นจำนวน ๑ ล้านบาทต่อเดือน และเมื่อได้ดำเนินงานมาครบปี และปิดงวดบัญชีแล้วปรากฏว่ามีผลกำไรสูงอย่างไม่คาดคิดมาก่อนถึง ๙๐,๐๐๐ บาทเศษ นับว่าธุรกิจด้านการค้าระหว่างประเทศประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม และเป็นธุรกิจที่สร้างผลกำไรให้กับบุคคลัภย์อย่างมากมาย จากการทดลองดำเนินงานธนาคารพาณิชย์ แล้วขยายขอบเขตของธุรกิจให้กว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเช่นนี้ เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า หากจะดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์เต็มตัวแล้ว ด้วยปริมาณของธุรกิจในขณะนั้น ประกอบเข้าด้วยกับการที่พนักงานของบุคคลัภย์ ก็มีประสบการณ์พอสมควรแล้ว ก็คงจะสามารถดำเนินกิจการธนาคารไปได้ตลอดรอดฝั่ง กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย จึงทรงตัดสินพระทัยที่จะตั้งธนาคารพาณิชย์ขึ้นดำเนินงานอย่างเปิดเผย โดยกำหนดเงินทุนไว้เป็นจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท แบ่งออกเป็นหุ้นจำนวน ๓,๐๐๐ หุ้น ราคา ๑,๐๐๐ บาทต่อหุ้น โดยที่ทรงตระหนักดีถึงความสำคัญของธุรกิจด้านการค้าต่างประเทศ ดังนั้นเพื่อให้ธนาคารที่จะทรงตั้งขึ้น สามารถดำเนินธุรกิจด้านนี้ได้อย่างกว้างขวาง มีตัวแทนอยู่ในทวีปยุโรป รวมทั้งเพื่อให้พนักงานของธนาคารได้มีโอกาสเรียนรู้ วิธีการดำเนินงานเกี่ยวกับการติดต่อด้านการค้าต่างประเทศ พระองค์จึงทรงเชิญชวนให้ดอยซ์เอเชียติสแบงก์ (Deutsch Asiatische Bank) ของประเทศเยอรมนี และเดนดานส์เกลานด์มานด์ส แบงก์ (Den Danske Landmancls Bank) ธนาคารจากประเทศเดนมาร์ก เข้ามาร่วมถือหุ้นด้วยจำนวน ๓๓๐ หุ้น และ ๒๔๐ หุ้น ตามลำดับ และเมื่อทรงจำหน่ายหุ้นได้ครบแล้ว จึงทรงยื่นขอเปลี่ยนกิจการบุคคลัภย์เป็นธนาคารพาณิชย์ต่อทางราชการ เมื่อกระแสข่าวการยื่นขอจดทะเบียน ประกอบการธนาคารพาณิชย์แพร่ออกไป ก็เกิดการต่อต้านจากผู้บริหาร ของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ที่เปิดดำเนินการอยู่ และต่างก็ได้ร้องเรียนต่อสถานกงสุลของประเทศตนเอง ซึ่งเป็นผลให้สถานกงสุลประเทศอังกฤษ ได้ยื่นบันทึกต่อกระทรวงการต่างประเทศ ในเรื่องที่ว่า การที่เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ มีส่วนในการบริหารงานธนาคารพาณิชย์ ย่อมเป็นการไม่ยุติธรรมแก่ธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ เหตุการณ์จึงเปลี่ยนไป เป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศขึ้น โดยมีประเทศมหาอำนาจในยุโรป ๒ ประเทศ ให้ความสนใจต่อเรื่องนี้มาก จนกระทั่ง นายเวสเตนการ์ด (Mr. Westengard) ที่ปรึกษาราชการทั่วไปของรัฐบาลในขณะนั้น ได้ทำบันทึกทูลถวายความเห็นแด่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “เรื่องนี้เป็นที่สนใจของต่างประเทศมากกว่าที่จะคาดคิด โดยอัครราชทูตฝรั่งเศส ประจำประเทศอังกฤษ” ได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวกับเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ของอังกฤษ และกล่าวเสริมว่า “ประเทศทั้งสองอาจจะเรียกร้องจากไทยก็ได้” โดยที่เหตุการณ์ที่เรือรบประเทศฝรั่งเศส เคยแล่นเข้ามาปะทะกับกองเรือรบฝ่ายไทย และในที่สุดประเทศไทยต้องสูญเสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงทั้งหมด รวมทั้งต้องเสียค่าปรับอีกเป็นจำนวนมาก ตามที่ถูกเรียกร้องจากฝ่ายฝรั่งเศส ใน พ.ศ. ๒๔๓๖ ยังคงเป็นเหตุการณ์ที่จดจำกันได้ดี ดังนั้นเพื่อป้องกัน มิให้ชาวต่างประเทศ ใช้เป็นช่องทางในการบีบบังคับทางการเมืองกับประเทศไทย และเพื่อยุติเหตุ อันจะทำให้ความพยายามที่จะให้ประเทศไทย มีธนาคารพาณิชย์ขึ้นเป็นหมันไป กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย จึงกราบบังคมทูลลาออก จากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ในวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ความบีบคั้นจากต่างประเทศก็หมดลง การดำเนินการขออนุญาตตั้งธนาคารพาณิชย์ของคนไทย จึงสามารถดำเนินการต่อไป จนกระทั่งในวันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกประกาศพระราชทานอำนาจพิเศษให้ “บริษัทแบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด” ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ได้ ซึ่งต่อมาธนาคารแห่งนี้ได้กลายเป็น “ต้นแบบธนาคารไทย” ที่มั่นคงมาจนทุกวันนี้ ยุคแบงค์สยามกัมมาจล บริษัทแบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด เปิดดำเนินการในอาคารที่ทำการของ บุคคลัภย์เดิม ที่ตำบลบ้านหม้อ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ โดยมีพระสรรพการหิรัญกิจ เป็นผู้จัดการฝ่ายในประเทศ และนายเอฟ คิเลียน ตัวแทนผู้ถือหุ้นชาวต่างประเทศ สัญชาติเยอรมัน เป็นผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศ ในการเปิดดำเนินกิจการธนาคารขึ้นนี้ คณะผู้จัดตั้งได้ขอพระราชทานตราอาร์มแผ่นดิน มาเป็นตราประจำธนาคารมาตั้งแต่ต้น การดำเนินธุรกิจนั้น แบงก์สยามกัมมาจล มีการรับฝากเงินตามปกติทั่วไปของธนาคารพาณิชย์ แต่ที่พิเศษ ได้แก่ การเสนอให้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๒ ต่อปี แก่ลูกค้าที่มีเงินเหลือในบัญชีเดินสะพัด นับว่าลูกค้าจะได้ประโยชน์จากเงินของตน ที่เหลือจากการหักบัญชีด้วยเช็คอย่างเต็มที่ บริการด้านนี้ได้สร้างความนิยมในหมู่ลูกค้าเป็นอย่างสูง นอกจากนั้น ก็เป็นการให้สินเชื่อเกี่ยวกับ การค้าและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนกิจการโรงสีข้าว ซึ่งเป็นผลิตผลหลักของประเทศ เป็นสำคัญ ในด้านของบริการที่ให้แก่การค้าระหว่างประเทศนั้น โดยที่ปริมาณการส่งข้าวออกไปต่างประเทศสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากที่เคยส่งออกเฉลี่ยเป็นจำนวน ๓,๘๕๐,๐๐๐ หาบต่อปี ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๑๘ – ๒๔๒๒ การส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้นถึงเฉลี่ยปีละ ๑๔,๗๖๐,๐๐๐ หาบต่อปี ใน พ.ศ. ๒๔๕๐ ประกอบกับธนาคารมีตัวแทนในทวีปยุโรป สามารถอำนวยความสะดวกได้เป็นอย่างมาก ทั้งพ่อค้าข้าวทั้งไทยและจีน ซึ่งควบคุมการค้าข้าวของประเทศไทยไว้ได้เกือบทั้งหมด มีความนิยมมาใช้บริการของธนาคารมากกว่าจะไปติดต่อกับธนาคารอื่นๆ ซึ่งไม่สะดวกในการใช้ภาษาในการตกลงเงื่อนไขต่าง ๆ ดังนั้นปริมาณธุรกิจด้านการค้าระหว่างประเทศ จึงเป็นธุรกิจที่สำคัญมากด้านหนึ่งของธนาคารในทันทีที่เปิดดำเนินธุรกิจ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แบงก์สยามกัมมาจล ตกลงว่าจ้างให้ นาย พี ชวาร์ตเช่ (Mr. P.Schwarze) ชาวเยอรมันที่ธนาคารเยอรมันสาขาเมืองเซี่ยงไฮ้ ส่งเข้ามาแทน นาย เอฟ คิเลียน เป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศต่อไป หลังจากที่แบงก์สยามกัมมาจล เปิดดำเนินการเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรก และสามารถดำเนินงานได้ราบรื่น ก็เป็นตัวอย่างให้บรรดาผู้มีฐานะและพ่อค้าชาวจีนในกรุงเทพฯ พากันยื่นขออนุญาตเปิดธนาคารพาณิชย์ขึ้นอีกหลายแห่ง ได้แก่ บริษัท แบงก์ยู่เส็งเฮง พ.ศ. ๒๔๕๐ บริษัท บางกอกซิตี้แบงก์ จำกัด พ.ศ. ๒๔๕๒ บริษัท แบงก์มณฑล จำกัด การที่แบงก์สยามกัมมาจล ยังคงเปิดดำเนินการในอาคารเดิมของบุคคลัภย์ ในขณะที่มีปริมาณธุรกิจสูงขึ้น ทั้งมีพนักงานเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จึงทำให้จำเป็นต้องแสวงหาที่ทำการใหม่ หลังจากซื้อที่ดินย่านตลาดน้อย ติดกับตำบลสำเพ็งย่านธุรกิจที่สำคัญ และสร้างสำนักงานชั่วคราวขึ้น เมื่อได้ย้ายเข้าไปทำงานในสำนักงานชั่วคราวแล้ว จึงลงมือก่อสร้างสำนักงานแห่งใหม่จนแล้วเสร็จ แบงก์สยามกัมมาจล จึงย้ายขึ้นไปทำการในตัวตึกสำนักงานตลาดน้อย ใน พ.ศ. ๒๔๕๓ และได้เปิดบริการด้านต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ได้แก่ เงินฝากสงวนทรัพย์ หรือเงินฝากออมทรัพย์ขึ้นดำเนินการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อช่วยให้ประชาชนรู้จักออมทรัพย์ ซึ่งมีที่เก็บที่ปลอดภัยและได้รับผลตอบแทนตามสมควรขึ้น นอกจากนี้ยังได้ริเริ่ม นำบริการเงินฝากประจำ เงินฝากเผื่อเรียก (Deposit at call) และการให้กู้เบิกเกินบัญชีขึ้นอีกเช่นกัน แต่อย่างไรก็ดีในช่วงแห่งการขยายตัว ในด้านการให้บริการเพิ่มขึ้น ณ ที่ทำการชั่วคราวแห่งใหม่นี้ ผู้ถือหุ้นชาวต่างประเทศได้ขอถอนหุ้นทั้งหมด และผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศก็ขอลาออก ดังนั้น แบงก์สยามกัมมาจล จึงไม่มีผู้ถือหุ้นสำคัญเป็นชาวต่างประเทศมาตั้งแต่ครั้งนั้น ในปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๒ ถึง ๒๔๕๓ นี้ เป็นช่วงที่เศรษฐกิจการค้า ฝืดเคือง เนื่องจากผลิตข้าวได้น้อย การค้าข้าวตกต่ำทำให้พ่อค้าข้าวต้องเลิกกิจการไปจำนวนมาก และหนี้ของธนาคารหลายแห่ง กลายเป็นหนี้เสียไป บริษัทแบงก์ยู่เส็งเฮง จึงได้รับเอากิจการ บริษัท บางกอกซิตี้แบงก์ ทุนจำกัด เข้ามารวมกันและตั้งชื่อใหม่ว่า บริษัท แบงก์จีนสยามทุน จำกัด ใน พ.ศ. ๒๔๕๓ โดยมีเงินทุนจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ภาวการณ์ค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการค้าข้าวก็ยังคงตกต่ำติดต่อกันมาอีกหลายปี บริษัท แบงก์จีนสยาม ซึ่งขาดเงินทุนหมุนเวียนอยู่แล้วจึงต้องเลิกกิจการ แบงก์สยามกัมมาจล ซึ่งมีตัวแทนธนาคารอยู่ในตึกที่ทำการเดียวกันก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นจำนวนถึง ๕ ล้านกว่าบาท จึงต้องเพิ่มทุนอีกจำนวน ๓ ล้านบาท พร้อมทั้งปรับปรุงองค์กรใหม่ โดยให้มีผู้จัดการเพียงคนเดียวและให้ นายวิลเลเก (Mr.A.Willeke) ชาวเยอรมันซึ่งมาจากธนาคารเยอรมันที่เซี่ยงไฮ้ส่งมาแทน นายชวาร์ตเช่ ดำรงตำแหน่งนี้ต่อมา ครั้นมาใน พ.ศ. ๒๔๕๗ สงครามโลกครั้งที่ ๑ เกิดขึ้นในทวีปยุโรป แบงก์สยามกัมมาจล ก็ยังคงดำเนินธุรกิจไปตามปกติ จนกระทั่ง ใน พ.ศ. ๒๔๖๐ ประเทศไทยประกาศเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ นายวิลเลเก ชาวเยอรมัน ถูกควบคุมตัว พระเจ้าพี่ยาเธอกรมหลวงจันทบุรีนฤนาท เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ จึงทรงช่วยติดต่อหาผู้ที่เหมาะสมมาเป็นผู้จัดการให้ จนในที่สุดธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ได้ส่งตัว นาย ยี.เอช อาร์ตรอน (Mr. George Henry Ardron) ชาวอังกฤษมาช่วยปฏิบัติงานแทน โดยที่ธนาคารมีชาวอังกฤษเข้ามาเป็นผู้จัดการเช่นนี้ บรรดาพ่อค้าและห้างร้านที่เป็นชาวอังกฤษ จึงต่าง พากันมาใช้บริการของธนาคารมากขึ้น หลังสงครามโลกสงบแล้ว ใน พ.ศ. ๒๔๖๑ เป็นช่วงที่ภาวการณ์ค้ายังหยุดชะงักจากผลของสงครามโลกและการที่ประเทศต่าง ๆ ยังอยู่ในระหว่างฟื้นฟูประเทศ ทั้งยังดำเนินนโยบายปิดกั้นสินค้าจากต่างประเทศอยู่นั้น มีผลทำให้พ่อค้าที่เป็นลูกค้าของธนาคารหลายคน ต้องเลิกกิจการ ซึ่งแบงก์สยามกัมมาจลได้พยายามช่วยเหลือโดยการประนอมหนี้ และรับที่ดินเพื่อชำระหนี้ ดังนั้นเพื่อที่จะให้ธุรกิจของธนาคารมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการที่มีชนชาติอังกฤษ เข้าไปทำเหมืองแร่ดีบุกอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทยเป็นอันมาก นอกจากนี้กิจการสวนยางพารา ก็มีการดำเนินงานที่ภาคใต้กว้างขวางขึ้น ธนาคารจึงได้ตัดสินใจเปิดสาขาขึ้นที่ อำเภอทุ่งสง ชุมทางรถไฟสายใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช ใน พ.ศ. ๒๔๖๓ ต่อมาอีก ๗ ปี เมื่อพิจารณาเห็นว่า ในภาคเหนือของประเทศ กิจการป่าไม้ที่ชาวอังกฤษดำเนินการอยู่มีกิจการอย่างอื่นที่ต่อเนื่องกัน เช่น โรงเลื่อยเป็นจำนวนมาก จึงได้เปิดสาขาขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และเมื่อพบว่ากิจการผลิตใบยาสูบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรงบ่มเป็นจำนวนมากในภาคเหนือเป็นธุรกิจที่สำคัญ จึงพิจารณาเป็นสาขาขึ้นที่จังหวัดลำปาง ใน พ.ศ. ๒๔๗๓ นับได้ว่า แบงก์สยามกัมมาจลได้นำระบบธนาคารสาขาเข้ามาใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งนอกจากจะเอื้ออำนวยให้เศรษฐกิจการค้าในภูมิภาคมีแหล่งเงินทุนที่สำคัญขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ประชาชนในภูมิภาค มีการใช้เงินตราของไทยกันกว้างขวางมากขึ้นกว่าแต่ก่อนอีกด้วย อย่างไรก็ดีในช่วงที่กล่าวนี้เศรษฐกิจของโลกกำลังตกต่ำอย่างหนักและได้ลามมาถึงประเทศไทย โดยที่การค้าระหว่างประเทศของโลกลดลง เนื่องจากการตั้งกำแพงภาษีสินค้า ทำให้เกิดปัญหาคนว่างงานจำนวนมากในประเทศต่างๆ และก่อให้เกิดความไม่สงบทางการเมืองขึ้นในประเทศไทยด้วยเช่นกัน เนื่องจากส่งข้าวไปขายยังต่างประเทศได้ราคาต่ำมาก ทางราชการจัดเก็บภาษีได้ลดลง งบประมาณแผ่นดินขาดดุล จึงมีการตัดทอนงบประมาณยุบกรม กองที่ไม่สำคัญลง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาทางการเงินที่ประเทศอังกฤษประกาศออกจากมาตราทองคำ เงินปอนด์ของประเทศอังกฤษจึงลดค่าลงใน พ.ศ. ๒๔๗๔ และรัฐบาลไทยประกาศอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาท กับปอนด์ของประเทศอังกฤษใหม่ จึงยิ่งทำให้การค้าระหว่างประเทศชะงักงันมากขึ้นอีก เหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ต่างก็เป็นสาเหตุ ให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นในประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๗๕ แบงก์สยามกัมมาจล ซึ่งได้รับผลกระทบจากการสูญเสีย ที่เกิดจากการที่ประเทศอังกฤษออกจากมาตราทองคำ เป็นจำนวนมาก ประมาณ ๓ ล้านบาท เมื่อมากระทบเข้ากับการที่ภาวะเศรษฐกิจ ตกต่ำอย่างรุนแรงเช่นนี้ จึงหยุดการขยายตัว ตัดรายจ่ายลง และในที่สุดก็พิจารณาให้ปิดสาขาทุ่งสง เนื่องจากกรมรถไฟหลวงเปิดการเดินรถไฟต่อไป จนถึงปาดังเบซาร์แล้ว และมีผลทำให้ธุรกิจการค้าของอำเภอทุ่งสง ลดลงไปจนไม่คุ้มกับการตั้งสาขาอยู่ ณ ที่นั้น หลังจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งนั้นแล้ว แบงก์สยามกัมมาจล ก็ดำเนินธุรกิจโดยมีนโยบายยึดความมั่นคงของธนาคารเป็นสำคัญ จนกระทั่งใน พ.ศ. ๒๔๘๒ ภาวะตึงเครียดของการสะสมกำลังอาวุธ ในทวีปยุโรปก็ระเบิดขึ้นเป็นสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็พอดีกับที่รัฐบาลประเทศไทย เห็นควรเปลี่ยนชื่อประเทศให้สอดคล้องกับชื่อของชนชาติ จาก “สยาม” เป็น “ไทย” แล้ว แบงก์สยามกัมมาจล จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น “ธนาคารไทยพาณิชย์” เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๒ ยุคธนาคารไทยพานิชย์ หลังจากเปลี่ยนชื่อเป็น “ธนาคารไทยพาณิชย์” ได้เพียง ๒ ปี สงครามมหาเอเชียบูรพาก็เกิดขึ้น โดยกองทัพญี่ปุ่นได้ยาตราเข้าสู่ประเทศไทย ในคืนวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ เพื่อขอเดินทัพผ่านไปยังแหลมมลายูและประเทศพม่า รัฐบาลไทยจำต้องให้ความร่วมมือ และในที่สุดได้ประกาศสงครามกับสัมพันธมิตรในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ด้วยสภาพการณ์ที่กล่าว การค้าต่างประเทศของไทย จึงทำได้กับเฉพาะประเทศญี่ปุ่นและดินแดนในอาณัติของประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ผลของการสงคราม นอกจากจะทำให้ธุรกิจต่าง ๆ มีความเสี่ยงสูงขึ้น ธุรกิจนานาชนิดต้องหยุดชะงักลง โดยไม่ทราบว่าจะได้เริ่มดำเนินธุรกิจอีกเมื่อใด อันเป็นสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยแก่ธุรกิจธนาคารพาณิชย์แต่อย่างใดนั้น สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์ ที่มีผู้จัดการเป็นชาวอเมริกัน ซึ่งกลายเป็นชาติศัตรูไปแล้วชั่วข้ามคืน ตำแหน่งจึงต้องว่างลงโดยทันที เพื่อมิให้เกิดความเสียหาย ธนาคารได้แต่งตั้งให้ อดีตผู้อำนวยการ สำนักงานธนาคารชาติไทย นายเล้ง ศรีสมวงศ์ เข้าดำรงตำแหน่งผู้จัดการแทน การดำเนินธุรกิจของธนาคารในระยะนี้ จึงเป็นไปด้วยความระมัดระวัง และพยายามสร้างรากฐานของธนาคาร ให้มั่นคงเป็นสำคัญ แต่แม้เช่นนั้น ธนาคารก็ยังสามารถขยายสาขาออกไปยังภูมิภาคได้อีก ๑ แห่งที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าพืชไร่จำนวนมาก ทั้งเป็นที่ต้องการในฐานะสินค้าสำคัญใน พ.ศ. ๒๔๘๕ จนต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๘๗ เมื่อนายเล้ง ศรีสมวงศ์ ได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ธนาคารจึงได้แต่งตั้งให้ นายอาภรณ์ กฤษณามระ เป็นผู้จัดการคนต่อมา และหลังจากนี้ ธนาคาร ก็แต่งตั้งชาวไทยที่มีความสามารถมาดำรงตำแหน่งนี้ตลอดมา นอกจากนี้ผลของสงครามครั้งนี้ ยังทำให้สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ที่เป็นคู่สงครามของประเทศญี่ปุ่นต้องปิดกิจการลง การที่บริการของธนาคารพาณิชย์เกิดขาดหายไปอย่างกระทันหัน ทำให้เกิดช่องว่างขึ้น จึงมีการตั้งธนาคารของชาวไทยขึ้นดำเนินงานแทนหลายธนาคาร ได้แก่ ธนาคารมณฑล จำกัด (พ.ศ. ๒๔๘๕) ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (พ.ศ. ๒๔๘๗) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (พ.ศ. ๒๔๘๗) ธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา จำกัด (พ.ศ. ๒๔๘๘) และธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (พ.ศ. ๒๔๘๘) แม้ว่าธนาคารเหล่านี้ จะได้รับพนักงานของธนาคารที่ปิดลงเนื่องจากสงคราม เข้าไปเป็นพนักงานของธนาคารแห่งใหม่ก็ตาม แต่ธนาคารเหล่านั้นก็ยังขาดประสบการณ์อีกมาก และมีความเสี่ยงในการให้สินเชื่อทางการค้าสูงมาก เนื่องจากเป็นระยะเวลาแห่งสงคราม ดังนั้นธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นธนาคารที่มีความรู้ ตลอดจนประสบการณ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ มาแต่เริ่มตั้งธนาคารขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๔๙ เป็นต้นมา จึงได้เข้ารับภาระอำนวยความสะดวก ทั้งในด้านที่เป็นแหล่งเงินทุน และการเป็นตัวกลางด้านการเงินระหว่างประเทศให้กับพ่อค้า จนตลอดระยะเวลาของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ภายหลังสงครามสงบลงใน พ.ศ. ๒๔๘๙ แล้ว ความต้องการสินค้าทางการเกษตรยังคงมีอยู่สูงมาก จึงเป็นผลทำให้สินค้าทางการเกษตรของไทย มีราคาสูงขึ้นในตลาดโลก การส่งสินค้าออกก็เริ่มเฟื่องฟูขึ้น มีการตั้งบริษัทสั่งสินค้าเข้าและส่งสินค้าออก เกิดขึ้นอย่างมากมาย ประกอบกับประเทศไทยมีการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยที่เปิดดำเนินการใน พ.ศ. ๒๔๘๕ เป็นผู้ควบคุม ดังนั้นธนาคารพาณิชย์ทั้งปวง จึงมีรายได้จากการเรียกเก็บค่าบริการ ในการค้ำประกันให้กับบริษัทผู้ส่งสินค้าออกในการยื่นขออนุญาตส่งสินค้าออกเป็นจำนวนมาก เมื่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นตัวขึ้นกลับสู่สภาพปกติ และเริ่มขยายตัวเจริญขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาวะของสงครามในประเทศเกาหลี ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๙๒ – ๒๔๙๔ ที่ทำให้สินค้าออกของประเทศไทย ทั้งข้าว ยางพารา และดีบุก อันเป็นสินค้ายุทธปัจจัย มีราคาสูงและเป็นที่ต้องการมาก จึงทำให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้รวดเร็ว เงินทุนสำรองของประเทศมีจำนวนสูงขึ้น ค่าของเงินบาทมีความมั่นคงในระดับดี การค้าระหว่างประเทศจึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว และมีธนาคารพาณิชย์ของไทยได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินการขึ้นอีก ดังเช่น ธนาคารแหลมทอง (พ.ศ. ๒๔๙๑) สหธนาคารกรุงเทพ (พ.ศ. ๒๔๙๒) ธนาคารไทยทนุ (พ.ศ. ๒๔๙๒) ธนาคารเกษตร (พ.ศ. ๒๔๙๓) ธนาคารทหารไทย (พ.ศ. ๒๕๐๐) ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ของไทยกำลังก่อตั้งขึ้นอย่างมากมายนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ขยายสาขาออกไปอีก ๖ สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด หลังจากประเทศไทยได้นำเอาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาเป็นแผนนำ ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นต้นมา ความต้องการเงินทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศก็เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งมีฐานะการดำเนินงานที่มั่นคง และมีสาขาเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว ภาวะที่กล่าวทำให้ธนาคารมีบทบาทในฐานะ เป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญของประเทศมากขึ้น การขยายตัวของธุรกิจทุกด้านที่ดำเนินงานอยู่ ทำให้ธนาคารประสบปัญหาความคับแคบของสถานที่ทำงานอีกครั้งหนึ่ง เมื่อธนาคารได้จัดซื้อที่ดินย่านตำบลประตูน้ำ ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นศูนย์กลางธุรกิจขึ้นมาในเวลาไม่ช้านัก และสร้างอาคารสำนักงานใหญ่เสร็จแล้ว จึงได้ย้ายที่ทำการจากตำบลตลาดน้อยมายังอาคารสำนักงานใหญ่ ประตูน้ำใน พ.ศ. ๒๕๑๔ ธนาคารแห่งประเทศไทย ความต้องการที่จะให้มีธนาคารของชาติขึ้น เพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ทางการเงินของรัฐบาลนั้น เกิดขึ้น และพูดถึงกันมาเป็นเวลานานแล้ว และเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินที่แบงก์จีนสยาม ทุนจำกัด ต้อง ล้มละลายใน พ.ศ. ๒๔๕๗ นั้น กระทรวงพระคลังมหาสมบัติพิจารณาเห็นความจำเป็น ที่จะต้องมีธนาคารกลางขึ้น เพื่อควบคุมดูแลการเงินของรัฐบาล และธนาคารพาณิชย์ทั้งปวง จึงได้รื้อฟื้นเรื่องการตั้งธนาคารของชาติขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยได้ว่าจ้าง Sir Bernard Hunter นักการธนาคารชาวอังกฤษเดินทางเข้ามาพิจารณาดูว่าจะเปลี่ยน แบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด ให้เป็นธนาคารกลางของประเทศได้หรือไม่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญการธนาคารชาวอังกฤษ ได้ทำรายงานเสนอเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๗ สรุปได้ว่า ควรเปลี่ยนแบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด เป็นธนาคารชาติ เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาประเทศ และระบบการธนาคารของประเทศ แต่โดยเหตุที่รัฐบาลในขณะนั้น ยังไม่พร้อมที่จะดำเนินการ ความคิดเรื่องการตั้งธนาคารชาติจึงระงับไป จนต่อมาเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขึ้นในทวีปยุโรป ใน พ.ศ. ๒๔๘๒ ความไม่แน่นอนของ การดำเนินธุรกิจทั้งปวง รวมทั้งกิจการธนาคารมีอยู่สูงมาก จึงเป็นปัจจัยสำคัญทำให้รัฐบาลตัดสินใจ ตั้งธนาคารกลางขึ้น เนื่องจากพิจารณาเห็นว่า ภาวะของสงครามทำให้ประชาชนตื่นตกใจพากันถอนเงิน จากธนาคารพาณิชย์ ทำให้ฐานะของธนาคารพาณิชย์หลายแห่งทรุดลง การมีธนาคารกลางขึ้นจะเป็นหนทางค้ำจุนธนาคารพาณิชย์เหล่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถเป็นแหล่งจัดหาเงินทุน เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในด้านการอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และการเดินเรืออีกด้วย แต่โดยที่การจัดตั้งธนาคารกลางเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมการ ทั้งด้านการเงิน และความชำนาญงานของพนักงานชาวไทย รัฐบาลจึงตั้ง “สำนักงานธนาคารชาติไทย” ขึ้นดำเนินงานใน พ.ศ. ๒๔๘๒ เพื่อเตรียมการตั้งธนาคารกลางที่สมบูรณ์ต่อไปในเวลาที่พร้อมแล้ว แต่เมื่อสำนักงานธนาคารชาติไทยดำเนินงานไปได้ไม่นาน กองทัพประเทศญี่ปุ่นก็เข้ามาตั้งมั่นในประเทศไทย ในปลาย พ.ศ. ๒๔๘๔ และยื่นข้อเสนอให้ฝ่ายไทย จัดตั้งเจ้าหน้าที่ทางการเงินของรัฐบาล หรือธนาคารกลางขึ้น รัฐบาลไทย จึงยุบสำนักงานธนาคารชาติไทยลง และจัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นธนาคารกลาง (Central Bank) ของประเทศ เปิดดำเนินการ ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ณ อาคารที่ทำการธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ที่ปลายถนนสี่พระยา โดยมี ม.จ.วิวัฒนไชย ไชยันต์ เป็นผู้ว่าการ มีทุนดำเนินงานที่ได้มาจากกำไรจากการขายทองคำของรัฐบาล จำนวน ๒๐ ล้านบาท รับโอนสินทรัพย์จากสำนักงานธนาคารชาติไทย จำนวน ๑๓.๕ ล้านบาท ทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางของประเทศ จัดพิมพ์บัตรธนาคาร เป็นตัวแทนทางการเงินของรัฐบาล ดูแลความมั่นคงเงินตราของประเทศ เป็นนายธนาคารของธนาคารพาณิชย์ แต่โดยที่การเปิดดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทยเกิดขึ้นในช่วงของความคับขัน ในสถานการณ์ของสงครามโลก ดังนั้นอำนาจหน้าที่อีกประการหนึ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องดำเนินงานในทันทีคือ การควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศโดยปริยาย ด้วยภาวะสงคราม สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศถูกปิดกิจการ จึงเกิดช่องว่างของกิจการธนาคารพาณิชย์ในการค้า ระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นและดินแดนต่าง ๆ ในอาณัติของประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นโอกาสที่จะให้คนไทย ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง และโดยที่เป็นนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง ในอันที่จะสนับสนุนให้ธุรกิจ การพาณิชย์ กลับมาอยู่ในมือของชาวไทย ดังนั้น จึงมีธนาคารพาณิชย์จำนวน ๕ แห่ง ได้รับอนุญาตและเปิดดำเนินงานระหว่าง พ.ศ. ๒๔๘๕ – ๒๔๘๘ ได้แก่ ธนาคารมณฑล จำกัด พ.ศ. ๒๔๘๕ ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ จำกัด พ.ศ. ๒๔๘๗ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด พ.ศ. ๒๔๘๗ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด พ.ศ. ๒๔๘๘ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด พ.ศ. ๒๔๘๘ ธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นใหม่เหล่านี้ ต่างก็ได้รับพนักงานซึ่งเป็นบุคลากรที่เคยปฏิบัติงานอยู่กับสาขาธนาคารต่างประเทศ จำนวนหลายแห่งที่ต้องปิดตัวลง อันเนื่องมาจากเป็นกิจการของชนชาติศัตรู ซึ่งนอกจากธนาคารซึ่งจดทะเบียนในประเทศอังกฤษ และประเทศฝรั่งเศสแล้ว ธนาคารพาณิชย์อื่น เช่น ธนาคารซีไฮทง จำกัด จดทะเบียนในสิงคโปร์ ธนาคารกวางตุ้ง จำกัด จดทะเบียนในฮ่องกง ธนาคารมอร์แคนไทล์ จำกัด จดทะเบียนในประเทศอังกฤษ รวมทั้งบริษัทประกันชีวิตอีกหลายแห่ง ต่างก็ต้องปิดตัวเองลงด้วย ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ ธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินงานใหม่ มีโอกาสได้รับพนักงานที่มีความรู้ ความสามารถ และความชำนาญมาปฏิบัติงาน นอกจากนี้ยังได้รับช่วงธุรกิจ ด้านการส่งสินค้าออก จากธนาคารที่ถูกยุบไป เข้ามาเป็นธุรกิจของธนาคารในทันที จึงทำให้ธนาคารเหล่านี้ มีปริมาณธุรกิจของธนาคารในทันทีเช่นกัน ปริมาณธุรกิจที่กล่าวนั้น มีมากพอควรและทวีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสินค้าจากประเทศไทย เป็นที่ต้องการมากขึ้นอันเนื่องมาจาก ความขาดแคลนที่เกิดจากสงคราม ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศนี้ นับว่าเป็นธุรกิจที่สำคัญที่ทำให้ธนาคารได้รับผลกำไรติดต่อกันหลายปี นอกจากนี้การควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ทั้งในระยะสงครามและภายหลังสงคราม ก็เป็นธุรกิจที่ทำให้เกิดรายได้ที่สำคัญแก่ธนาคารพาณิชย์ จากการเรียกเก็บค่าบริการ ค้ำประกันให้แก่ผู้ส่งสินค้าออก ในด้านของเงินฝากนั้น ธนาคารสามารถระดมเงินออมได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายให้มี การใช้เช็คจ่ายเงินให้กว้างขวาง เพื่อลดภาระการพิมพ์ธนบัตร จนมีการประกาศให้ ข้าราชการที่มีรายได้สูงต้องเปิดบัญชีกับธนาคารพาณิชย์ ด้วยภาวะที่เกื้อกูลดังกล่าวแล้ว กิจการธนาคารพาณิชย์ของไทยจึงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อสงครามสงบลง ใน พ.ศ. ๒๔๘๘ ด้วยภาวะความขาดแคลนวัตถุดิบ และผลิตผลทางการเกษตร เกิดขึ้นโดยทั่วไปในต่างประเทศ สินค้าทางการเกษตรของประเทศไทยทุกชนิด เป็นที่ต้องการของต่างประเทศ ตลาดการค้าระหว่างประเทศ มีลักษณะเป็นตลาดของผู้ขาย การค้าระหว่างประเทศจึงขยายตัวอย่างรวดเร็วอีกครั้งหนึ่ง และหลังจากนั้นอีกไม่นาน ความไม่สงบในคาบสมุทรเกาหลีก็เกิดขึ้น และมีแนวโน้มจะกลายเป็นสงครามได้ สินค้าของไทยหลายชนิด ทั้งข้าว ยาง ดีบุก ต่างก็เป็นสินค้าที่สำคัญ และเป็นยุทธปัจจัยที่ประเทศต่าง ๆ ต้องการ การค้าระหว่างประเทศจึงขยายตัวมากยิ่งขึ้น ในช่วงที่กล่าวนี้จึงมีธนาคารพาณิชย์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการอีกหลายธนาคาร ได้แก่ ธนาคารแหลมทอง จำกัด พ.ศ. ๒๔๙๑ ธนาคารสหธนาคาร จำกัด พ.ศ. ๒๔๙๒ ธนาคารไทยทนุ จำกัด พ.ศ. ๒๔๙๒ ธนาคารเกษตร จำกัด พ.ศ. ๒๔๙๓ ธนาคารทหารไทย จำกัด พ.ศ. ๒๕๐๐ ในที่สุดความตึงเครียดของสถานการณ์ในคาบสมุ
  2. จริงๆแล้วมีหลายธนาคารที่มาเปิดก่อนหน้าบุคคลัภย์ แหตุผลที่ทำให้บุคคาลัภย์ได้รับความนิยม มาจากข้อมูลนี้

    ” ครั้นเริ่มศักราชใหม่ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๔๘ บุคคลัภย์จึงเริ่มดำเนินธุรกิจด้านการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเงินตราขึ้นอีกประเภทหนึ่ง นอกจากนี้โดยที่บรรดาพ่อค้าไทยและจีน โดยเฉพาะพ่อค้าข้าวและกิจการโรงสีข้าว ซึ่งเป็นสินค้าออกที่สำคัญของไทยขณะนั้น พ่อค้าเหล่านี้ไม่ใคร่ได้รับความเอาใจใส่จากสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศมาก่อน เมื่อมีธนาคารที่ให้บริการโดยมิได้มีข้อแตกต่างกันระหว่างลูกค้า จึงต่างก็นิยมมาใช้บริการของ บุคคาลัภย์กันอย่างมากมาย”

    ขอขอบคุณข้อมูล : พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย

  3. ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ

  4. ธนาคารของไทยแห่งแรก คือ แบงค์สยามกัมมาจล คับ หรือปัจจุบันเรียกว่า ธนาคารไทยพาณิชย์

  5. ขอขอบคุณ นะเจ้า ที่ให้ข้อมูลเฮาอย่างละเอียด นะ เจ้า

  6. ขอบใจนร้าจร้า

  7. อยากได้แบบสั้นๆกระทัดรัดจเอาไปทำรายงาน

  8. ประเทศสหรัฐUSA ไทยเดิม
    THAI-USA
    weeraponnooyim
    กษัติรย์ FARO 1,2
    thai.
    monny thai bat.

  9. อิอิ ผิด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s